
ผู้นำใหม่ของโลกการรับมือของไทยและอาเซียน
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญของโลกที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันในประเทศมหาอำนาจ 2 ทวีป และมีผู้สนใจติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของมหาอำนาจเก่าแห่งโลกตะวันตกอย่างสหรัฐ ในวันที่ 6 พ.ย. และการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อคัดเลือกคณะกลุ่มบุคคลที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า ของมหาอำนาจใหม่ในซีกโลกตะวันออกอย่างจีน ในวันที่ 814 พ.ย. ทั้งสองเหตุการณ์ล้วนมีความสำคัญเพราะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจลำดับที่ 12 ของโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลกในระยะต่อไป
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญของโลกที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันในประเทศมหาอำนาจ 2 ทวีป และมีผู้สนใจติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของมหาอำนาจเก่าแห่งโลกตะวันตกอย่างสหรัฐ ในวันที่ 6 พ.ย. และการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อคัดเลือกคณะกลุ่มบุคคลที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า ของมหาอำนาจใหม่ในซีกโลกตะวันออกอย่างจีน ในวันที่ 814 พ.ย. ทั้งสองเหตุการณ์ล้วนมีความสำคัญเพราะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจลำดับที่ 12 ของโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลกในระยะต่อไป
แม้ว่าผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ “บารัก โอบามา” จะได้รับการเลือกตั้งให้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 แต่ก็อยู่บนปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ที่เปลี่ยนไป ด้วยภารกิจที่ยังหนักหนาสาหัสในการประคับประคองและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการเบนเข็มมาสร้างพันธมิตรและแนวร่วมทางเศรษฐกิจกับประเทศเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้สหรัฐกลับมามีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกวันนี้ และเป็นพื้นที่ที่จีนกำลังขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจอยู่
ขณะที่การเปลี่ยนผ่านผู้นำจีนสู่รุ่นที่ 5 ไม่มีอะไรเกินความคาดหมาย เพราะเป็นระบบสืบทอดอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้นำคนใหม่ ไม่ว่าจะเป็น “สีจิ้นผิง” วัย 59 ปี ผู้นำหมายเลข 2 ของจีน จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของจีนในเดือน มี.ค. 2556 แทนประธานาธิบดีหูจิ่นเทา และ “หลี่เค่อเฉียง” นายกรัฐมนตรี ล้วนเป็นทีมบริหารประเทศของรัฐบาลจีนชุดปัจจุบันอยู่แล้ว ซึ่งก็น่าจะสานต่อนโยบายสำคัญๆ ต่อไป โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 14 ปี ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภายใต้นโยบายหลักที่ต้องการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปประเทศขนานใหญ่ เพื่อก้าวสู่ประเทศอุตสาหกรรมขั้นสูงและหันมาพึ่งพากำลังซื้อและการลงทุนภายในประเทศ เพื่อการันตีการเติบโตอย่างต่อเนื่องของประเทศ
ด้วยความเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่อายุยังน้อยและมีความเป็นนักสังคม แตกต่างจากผู้นำรุ่นที่ผ่านๆ มา จึงมีการคาดการณ์ว่าผู้นำจีนคนใหม่นี้ น่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ เพราะถือเป็นประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันออกและเป็นคู่แข่งสำคัญของสหรัฐ ซึ่งเป็นมหาอำนาจฝั่งตะวันตก โดยในขณะนี้นอกจากจีนจะเป็นประเทศที่มีการผลิตและส่งออกสินค้าหลายประเภทอันดับ 1 ของโลกแล้ว ยังเป็นประเทศที่มีเงินทุนมหาศาล หากทั้งสองประเทศมหาอำนาจมีการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ และมีนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องรอดูกันอีกครั้งหลังการเปลี่ยนถ่ายอำนาจผู้นำของจีน ว่าผู้นำใหม่ของประเทศมหาอำนาจทั้งสองจะมีนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกันอย่างไร
ส่วนไทยและภูมิภาคอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการเข้ามาของ 2 มหาอำนาจหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะเล่นถูกบทหรือไม่ โจทย์ที่สำคัญในตอนนี้ คือ ต้องพยายามจับทิศทางการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของสหรัฐและจีนในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อม สร้างแรงจูงใจให้มหาอำนาจเดิมและมหาอำนาจใหม่เข้ามาลงทุนในภูมิภาค โดยต้องสร้างเอกภาพทั้งทางการเมือง ความมั่นคง สังคม และเศรษฐกิจให้มีความคล่องตัว เพื่อเสริมสร้างอานิสงส์ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและและอาเซียน ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว โดยต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตร เน้นความปรองดอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในเวทีการค้าของโลกสมัยใหม่ อย่าคิดว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นคู่แข่ง แต่อยากให้ทุกภาคส่วนกลับมานั่งคิดหาแนวทางยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคมากกว่า โดยเฉพาะในธุรกิจที่ไทยมีความโดดเด่นและความเชี่ยวชาญ เช่น การท่องเที่ยวและการแพทย์ เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนจากต่างชาติ เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติต่างๆ โดยอาจโยกฐานการผลิตที่ต้องใช้แรงงานหนัก เน้นต้นทุนต่ำ และใช้ทรัพยากรมากไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น ทุกวันนี้โลกของเราไม่เคยหยุดนิ่ง แต่โชคดีที่คนไทยค่อนข้างตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างคำกล่าวที่ว่า “เริ่มต้นดี (ก็ย่อม) มีชัยไปกว่าครึ่ง” ส่วนใครที่ยังไม่เริ่ม จะเริ่มตอนนี้ก็ยังไม่สายนะครับ







