
อนาคต "กรุงไทย" ในมือ "วรภัค"
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
ได้ฤกษ์เข้าทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ของธนาคารกรุงไทย วันที่ 8 พ.ย. “วรภัค ธันยาวงษ์” ประเดิมประชุมบอร์ดบริหาร ตกบ่ายประชุมบอร์ดใหญ่เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ เจ้าตัวบอกเป็นแผนธุรกิจที่ธนาคารสามารถปฏิบัติได้ทันทีในช่วงเวลา 6-12 เดือนจากนี้ โดยใช้ฐานลูกค้าเดิม ซึ่งมีขนาดมหึมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ด้วยขนาดธนาคารที่มีขนาดใหญ่ มีความแข็งแกร่งในฐานลูกค้าต่างจังหวัด เพราะมีสาขาเกือบทั่วหัวระแหง ประกอบกับฐานทุนที่มีความแข็งแกร่ง เอ็มดีเก่า “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” ได้ทำให้พร้อมก่อนหมดวาระ เฉพาะการเพิ่มทุน 3.5 หมื่นล้านบาท วรภัคจึงมองว่า ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนอีก
“ทั้งเพิ่มทุน ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ และราคาหุ้นก็มีความแข็งแกร่ง เงินกองทุนรวมใกล้ 15% แบงก์จึงอยู่ในสภาพต้องมูฟต่อ วันนี้ผมมาต่อยอด แผนที่ผมเสนอบอร์ดจึงเป็นสิ่งที่คนนอกมองเข้ามาในแบงก์” วรภัค ฉายภาพลึก
เขาย้ำว่า วันนี้กรุงไทยต้องขุดบ่อให้ลึกและกว้างขึ้น ธนาคารมีลูกค้าดีเยอะมาก จึงมีเรื่องอีกมากที่พนักงานต้องช่วยกันทำ และสลัดภาพเก่าธุรกิจนายแบงก์ที่ปล่อยเงินกู้กับหาเงินฝาก วันนี้มีเรื่องที่นอกเหนือจากเรื่องสินเชื่อ ธนาคารนี้มีโอกาสเติบโตได้เยอะ
ความสำคัญลำดับต้นๆ ที่เอ็มดีหนุ่มมองว่า ควรเริ่มต้นทำ คือการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม ยังเป็นจุดอ่อนของธนาคารเมื่อเทียบกับธนาคารขนาดใหญ่ด้วยกัน ปีหนึ่งธนาคารมีรายได้ค่าธรรมเนียมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ธนาคารอื่นเทียบขนาดเดียวกัน สามารถทำรายได้ค่าธรรมเนียมไปไกลกว่า ดังนั้นจึงต้องมองไปที่การขายสินค้าข้ามผลิตภัณฑ์ เพราะหากดูฐานลูกค้ารายย่อย ธนาคารไม่แพ้คู่แข่ง ฐานบัญชีมีจำนวนเยอะมาก ไม่ได้ด้อยกว่าใคร แต่ถ้าดูไส้ในส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ก็ต้องกลับมาดูใหม่ว่าจะขายผลิตภัณฑ์อื่นที่นอกเหนือจากสินเชื่อได้หรือไม่
นอกจากการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมจากลูกค้ารายย่อย ก็ต้องสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมจากลูกค้ารายใหญ่ ทั้งการ บริหารอัตราแลกเปลี่ยน และธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้สามารถนำประสบการณ์จากการทำงานในสถาบันการเงินต่างประเทศกว่า 20 ปีมาใช้ได้ แต่ในหลายเรื่องก็ต้องยอมรับว่า ธนาคารต่างประเทศก็ไม่ได้ดีไปกว่าธนาคารไทย เพียงแต่สิ่งไหนปรับให้เกิดประโยชน์ได้ ก็จะนำมาเป็นบทเรียน
“รัฐบาลถือหุ้นในธนาคาร 55% ผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และหน้าที่ผมคือทำอย่างไรให้ธนาคารกรุงไทยเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของประเทศ และพร้อมรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกได้” วรภัค ลั่นวาจาไว้หนักแน่น
ขณะเดียวกันสิ่งที่ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงมองว่า ต้องทำเพื่อสร้างกำไรให้กับธนาคารมากกว่านี้ คือการเข้าไปจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล
วรภัค มองว่า การกันสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของธนาคารปีละเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ธนาคารขนาดใกล้เคียงกันสำรองปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท ทั้งที่เป็นหนี้ก้อนเก่าตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ แต่เมื่อมาถึงปัจจุบันหนี้เหล่านี้ควรต้องเข้าไปบริหาร เพราะแทนที่จะนำเงินไปกันสำรองหนี้เก่าๆ ก็ควรนำเงินสำรองกลับเป็นกำไรให้กับธนาคารได้ นี่จึงเป็นจุดอ่อนอันดับรองลงมานอกจากเรื่องการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารต้องเร่งมือเข้าไปสางแก้ไข
“เฟิร์ม” จึงเป็นอีกวลีเด็ดที่วรภัคมองว่า กรุงไทยน่าจะเป็นได้ในอนาคต หากรีดไขมันก้อนเก่าได้สำเร็จเสร็จสิ้น
ผู้นำหนุ่มคนนี้ ยังมองด้วยว่า กรุงไทยควร “สมาร์ต” ไม่ได้เติบโตด้วยการหวังให้คนเป็นหนี้เยอะ แต่ต้องคอยให้คำปรึกษาทางการเงินแก่คนรุ่นใหม่ โดยฝันอยากให้ลูกค้ารู้จักการบริหารจัดการการเงินได้ดี ไม่เน้นก่อหนี้เพียงอย่างเดียว ดังนั้นอาจต้องมีการรีแบรนด์ภาพลักษณ์ในเรื่องการให้บริการลูกค้า โดยให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงการบริการที่ดีขึ้น
ส่วนการบริหารงานภายใต้การเป็นธนาคารที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่ซึ่งเลี่ยงไม่พ้นต้องเจอใบสั่งทางการเมืองเพื่อสนับสนุนนโยบายต่างๆ วรภัคต้องการเปลี่ยนคำว่า “ธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารของรัฐบาล หรือ Bank for Government” เป็น “ธนาคารที่รัฐบาลเลือก หรือ Government Bank of Choice”
เขาขยายวาทกรรม Government Bank of Choice คือ ธนาคารที่รัฐบาลเลือกใช้บริการ เพราะได้รับบริการที่ดี ดังนั้นการให้บริการต่างๆ ธนาคารต้องปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น รัฐบาลหรือลูกค้าจะเลือกใช้ก็เพราะธนาคารมีดี
“สินเชื่อเป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายได้” อีกมุมของผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ย้ำว่า อะไรที่ทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ อะไรทำได้ก็คือได้ พร้อมยืดอกหนักแน่น “ผมมาที่นี่ไม่มีใบสั่ง”
วรภัค บอกว่า มากรุงไทยเพราะความเป็นมืออาชีพ และเชื่อว่านักการเมืองยุคใหม่เข้าใจกระบวนการปล่อยกู้ และธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เพราะได้ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจกันมาแล้วทั้งนั้น
แน่นอนว่าผู้บริหารทุกคนที่เข้ามาทำงานชิ้นใหญ่ในกรุงไทยต่างต้องการสร้างประวัติการทำงานของตัวเอง เพื่อให้จบเทอมออกไปอย่างสง่างาม และเป็นเกียรติประวัติของชีวิต ซึ่งเป็นความตั้งใจดีของผู้บริหารทุกคน แต่ในอีกข้างหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า กรุงไทยเลี่ยงเรื่องการเมืองได้ยาก
ลำพังบอร์ดของธนาคารต่างก็มีพวกมีข้าง และเป็นไปตามวาระของการเมืองแต่ละยุค
เมื่อวรภัคเข้ามาในยุคที่คนส่วนใหญ่ในบอร์ดอยู่ฟากรัฐบาลปัจจุบัน วรภัคอาจคิดได้ แต่วรภัคอาจทำได้ยาก
เหมือนกับที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เอ็มดีคนเก่าเคยบอกไว้ว่า ต่อให้ไม่ยุ่งการเมือง การเมืองก็เข้ามายุ่ง แต่วิธีรับมือ คือไม่รับคำสั่งเพียงอย่างเดียว ต้องชี้แจงเรื่องใดทำได้ เรื่องใดทำไม่ได้ และเรื่องใดที่มองว่าน่าจะเป็นประโยชน์ช่วยเหลือคนตามสโลแกนการเป็นธนาคารของรัฐ ก็สามารถปรับให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องของธนาคารได้
และเมื่อผนวกเข้ากับความนิ่งของเอ็มดีเก่า รวมทั้งเป็นคนตั้งใจมุแต่ทำงาน ก็ทำให้การเมืองต้องเป็นฝ่ายยอมรับในความสามารถของอภิศักดิ์ หรือต่อให้เข้ามาวุ่นวายก็ทำได้ไม่มาก
สิ่งเหล่านี้คือเครื่องรางชั้นดีสำหรับเอ็มดีกรุงไทยที่สามารถใช้ได้ทุกยุคสมัย
“โครงสร้างที่ผมได้วางไว้จะทำให้ธนาคารเติบโต กรณีของสินเชื่อภาครัฐ ของเหล่านี้ต้องเลือก ถ้าเลือกไม่เป็นก็จะกลับไปสู่จุดเดิม” นี่คือสิ่งที่อภิศักดิ์เคยกล่าวไว้ พร้อมทั้งย้ำว่าสินเชื่อการเมืองในช่วง 78 ปีที่ผ่านมา ก็ได้มีการวางระบบใหม่ และเลือกที่จะปล่อยสินเชื่อ ร่อนตะแกรงไปได้เยอะมาก สามารถพิสูจน์ได้จากเอ็นพีแอลที่ลดลงต่อเนื่อง
ความห้าวหาญของอภิศักดิ์อีกอย่าง คือการลดสัดส่วนสินเชื่อภาครัฐจาก 20% เหลือ 18% ก่อนลงมาถึง 15% ในปัจจุบัน ด้วยการไม่เข้าไปแข่งราคาเมื่อเกิดการประมูล เนื่องจากได้กำไรน้อย ต่างจากการให้สินเชื่อบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบันคุณภาพเทียบชั้นเกรดเอ ทำให้ธนาคารได้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่มากกว่า
นี่คือวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่รู้จักเลือก และไม่หลงใหลไปกับการบริหารคอนเนกชันทางการเมือง แม้การเมืองจะเดินเข้าหา
ความสำเร็จที่อภิศักดิ์ทำจึงสะท้อนผ่านผลประกอบการ 9 เดือน ธนาคารมีกำไรสุทธิ 22,676 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 6,454 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 39.78% คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 2.03 เอ็นพีแอลมีจำนวน 62,240 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปีก่อน จำนวน 1,945 ล้านบาท หรือลดลง 3.03% ทำให้สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพสุทธิ ลดลงเหลือเพียง 1.85%
หากพิจารณาเฉพาะกำไรในไตรมาส 3 ปีนี้ เปรียบเทียบกับไตรมาส 3 ปีก่อน ธนาคารมีกำไรสุทธิ 8,916 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,423 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 62.33% หลักๆ มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 1,476 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11.07% จากการขยายตัวของสินเชื่อ และยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 490 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.73%
กรุงไทยในวันนี้จึงฟิตและเฟิร์มต่างจากวันวาน ยิ่งของเก่าดีเท่าไร คนมาใหม่ก็ยิ่งเผชิญความท้าทาย ภารกิจของวรภัคจึงต้องเดินหน้า เพื่อออกไปได้อย่างสง่าและดีกว่าเดิม







