posttoday
ทนุศักดิ์สั่งจัดหนักถอนขนห่าน

ทนุศักดิ์สั่งจัดหนักถอนขนห่าน

10 พฤศจิกายน 2555

หาเงินโปะประชานิยมที่เริ่มออกฤทธิ์หลังตัวเลขเก็บรายได้เดือนแรกไม่สวย

หาเงินโปะประชานิยมที่เริ่มออกฤทธิ์หลังตัวเลขเก็บรายได้เดือนแรกไม่สวย

คลังสั่งเข้มรีดภาษีหาเงินโปะประชานิยม เหตุประเดิมจัดเก็บรายได้รัฐบาลเดือนแรกตัวเลขไม่สวย

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ในฐานะกำกับดูแล 3 กรมภาษี เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้จากภาษีในปีงบประมาณ 2556 จะต้องเข้มข้นขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากการใช้นโยบายประชานิยมของรัฐบาลจะเริ่มส่งผลอย่างชัดเจน อาทิ โครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกไม่เกิน 1 แสนบาท รวมถึงแผนการกู้เงินต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะการกู้ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท

“ขณะนี้ยังไม่รู้สึกกังวล แม้การจัดเก็บรายได้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ต.ค.พ.ย. 2555) ต่ำกว่าคาดการณ์เล็กน้อย ดังนั้นในปีนี้กรมภาษีจะต้องเพิ่มความเข้มข้นในการจัดเก็บรายได้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่ทั้งปีงบประมาณยังมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าที่ 2.4 ล้านล้านบาท” นายทนุศักดิ์ กล่าว

ด้านนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การเก็บภาษีเดือน ต.ค. 2555 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 จัดเก็บได้ 3.7 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้า 4,000 ล้านบาท จากภาษีน้ำมันและรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นมาก คาดว่าทั้งปีจะเก็บได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 4.1 แสนล้านบาท บนพื้นฐานยังไม่มีการเพิ่มไม่มีการปรับขึ้นภาษีน้ำมันดีเซลที่ลดลงจาก 5.31 บาท เหลือ 0.005 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตได้ทำตัวเลขปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตดีเซล ว่าหากสามารถขึ้นภาษีน้ำมันดีเซลลิตรละ 1 บาท จะทำให้มีรายได้ภาษีกลับคืนมาปีละ 2 หมื่นล้านบาท หากสามารถปรับขึ้นได้ 5 บาท ไปเท่าเดิม ก่อนที่จะลดภาษีจะทำให้รายได้คืนมาปีละ 1 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมไว้ให้รัฐบาลใช้ตัดสินในเชิงนโยบายต่อไป

นายสมชาย กล่าวว่า กรมยังศึกษาเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าตัวใหม่ที่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบายจะให้ดำเนินการหรือไม่

แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การใช้เงินเพื่อจ่ายคืนตามนโยบายรถคันแรกเพิ่มเป็น 3.5 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ประเมินไว้ 3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการขยายเงื่อนไขทำให้มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมาก

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังเร่งดำเนินการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 โดยในส่วนของภาษีนิติบุคคลได้มีการดำเนินการไปแล้ว จาก 30% เป็น 23% ในปีนี้ และ 20% ในปีหน้า ใกล้เคียงกับประเทศสมาชิก สูงกว่าประเทศสิงคโปร์เท่านั้นที่เก็บอยู่ที่ 17%ขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ไม่ได้ปรับมาเป็นเวลา 20 ปี ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับ จากที่เก็บสูงสุดอยู่ที่ 37% เมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกจะเก็บอยู่ที่ 2530% มีประเทศสิงคโปร์ที่เก็บต่ำที่ 20%

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า การลดอัตราภาษีต้องคำนึงถึงรายได้ของประเทศที่ต้องมีเพียงพอ โดยในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ของไทยต้องพิจารณาตามแนวโน้มของโลกที่ให้ความสำคัญกับการเก็บภาษีประเภทนี้ โดยปัจจุบันไทยเก็บที่ 7% หากมีการปรับ VAT เพิ่มขึ้นทุก 1% จะทำให้เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 6 หมื่นล้านบาท

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีรองรับเออีซี ต้องดูเรื่องการจัดเก็บรายได้ไม่ให้มีปัญหา การลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต้องพิจารณาถึงอัตราที่เหมาะสม โดยไทยเก็บภาษีต่ำเกือบที่สุดของโลก มีเพียงไต้หวันและญี่ปุ่นที่เก็บต่ำกว่าที่ 5% โดยเฉลี่ยการเก็บภาษีอยู่ที่ 25% หากประเทศไทยสามารถเก็บภาษี VAT เพิ่มสูงขึ้น ก็สามารถไปลดอัตราภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาลงได้อีก

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน