
เปิดยุทธศาสตร์ รมว.เกษตรฯคนใหม่ ยุคล ลิ้มแหลมทอง
ในฐานะลูกหม้อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ ยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ และที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ คนเก่า
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
ในฐานะลูกหม้อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ ยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ และที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ คนเก่า เข้ามารับบทบาทในตำแหน่ง รมว.คนใหม่ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 3
สิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด คือ สมาร์ตฟาร์มเมอร์ หรือการปั้นให้เกษตรกร คิดเป็น วางแผนเป็น ใช้เทคโนโลยีการเกษตรเป็น
แน่นอนว่า การจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ เกษตรกรต้องเข้ามาร่วมคิดตั้งแต่แรก โดยมีกระทรวงเกษตรฯ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง โดยการให้ทุกจังหวัดทำข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตรในสินค้าลำดับ 1-10 และทำแผนปฏิบัติการเข้ามาเพื่อให้รู้ว่าใน 1 ปีจังหวัดตนเองปลูกอะไร ที่ไหน เท่าไหร่ ผลผลิตออกเวลาไหน ตลาดอยู่ไหน บริโภคในจังหวัด หรือข้ามจังหวัด หรือส่งออก เพื่อนำมาสู่การทำแผนปฏิบัติของกระทรวงเกษตรฯ ตั้งใจว่าจะเริ่มดีเดย์วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2556
“ผมตั้งใจมาก อยากทำให้เกษตรกรมีความรู้ วางแผนเป็น และใช้เทคโนโลยีการเกษตรเป็น เพราะอนาคตเราต้องสู้กับภาวะโลกร้อน และการลดลงของแรงงานภาคเกษตร การเรียนรู้เทคโนโลยีการเกษตร รู้เท่าทันในเทคโนโลยี จะทำให้เกษตรกรไทยพ้นจากความยากจน อนาคตภาคเกษตรจะเปลี่ยนจากงานสกปรก งานหนัก เป็นงานที่เบาขึ้น ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการสร้างยุวเกษตรกรเข้ามาทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่า โดยจับมือกับสถาบันการศึกษา เพราะเด็กยุคใหม่เก่งไอที เขาจะสามารถใช้ความรู้เหล่านี้เข้ามาช่วยได้มาก”
จากแผนปฏิบัติการข้างต้น รมว.เกษตรฯ มั่นใจว่าจะทำให้รู้ข้อมูลในภาพรวมได้ทั้งหมดว่า ตรงไหนปลูกอะไร มากน้อยแค่ไหน ที่ไหนปลูกได้ดี มีโรงงาน หรือตลาดรองรับ ตรงไหน อย่างไรบ้าง ก็จะเข้าไปจัดสรรพื้นที่หรือโซนนิงให้ชัด ซึ่งรับประกันได้ว่าแผนงานนี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่อยู่ในกระดาษ
อย่างไรก็ตาม เพื่อชักจูงให้เกษตรกรเข้าร่วมจัดโซนนิง ได้เดินสายหารือทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมีโครงการคล้ายของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะส่งเสริมลูกค้าของ ธ.ก.ส.ให้เป็นเกษตรกรคนเก่ง ตลอดจนหารือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เข้ามาช่วยเหลือด้านวิชาการ
ทั้งหมดที่ว่ามานี่ รมว.เกษตรฯ หวังต่อไปว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรของไทยสู่เวทีนานาชาติได้อย่างเท่าเทียม โดยมีเครื่องมือเสริม คือ งานด้านวิจัย และการพัฒนากำลังคนให้มีศักยภาพตรงกับงานมากยิ่งขึ้น
ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องเตรียมพร้อมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เบื้องต้นให้รวบรวมปัญหาอุปสรรคทั้งหมดของภาคเกษตร เช่น กฎหมาย มาตรฐานสินค้าเกษตร ปัญหาโลจิสติกส์ ปัญหาการค้าชายแดน ทั้งหมดจะดูว่าต้องแก้ไขอย่างไร เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ต่อไปจะไม่มีการพูดว่าภาคเกษตรไม่รู้ว่าจะรับมือเออีซีอย่างไร หรือเกษตรกรไทยยังไม่รู้เรื่องเออีซี
“ไม่อยากให้มองว่าเราจะแข่งกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่อยากให้คิดว่า เราจะจับมือกับเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างไรเพื่อผลิตสินค้าขายไปทั่วโลก ผมคิดว่าในอาเซียนมาตรฐานสินค้าเกษตรและความก้าวหน้าทางการเกษตรของไทยไม่แพ้ใคร หรือน่าจะดีกว่าหลายประเทศ หากร่วมมือกันได้ก็จะทำให้ภูมิภาคเราเข้มแข็ง เดินไปด้วยกัน”
เรื่องสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้อีกเรื่อง คือ ปัญหาความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร เดี๋ยวแพง เดี๋ยวราคาตกต่ำ ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า ทุกอย่างมีต้นทุน แต่ต้องขายในราคาที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งแต่ละสินค้าจะมีคณะกรรมการนโยบายอยู่แล้ว เช่น คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.)
อย่างไรก็ดี บางครั้งการคุมราคาทำให้บิดเบือนกลไกตลาด และยอมรับว่าการดูแลราคาสินค้าเกี่ยวโยงนโยบายทางการเมือง เช่น กรณีปัญหาราคาไข่ตกต่ำ ที่ผ่านมาไข่ไก่ล้น จึงต้องมีการเรียกเกษตรกร ผู้ประกอบการหารือ เพื่อกำหนดปริมาณผลผลิต ทำให้ถูกกล่าวหาทำผิดรัฐธรรมนูญเรื่อง การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เสรี แต่ก็ได้มีการชี้แจงและพิสูจน์ได้ในที่สุดว่าไม่ขัดกฎหมาย
“ปัญหาสำคัญ คือ ต้นทุนการผลิต ที่ภาคราชการและเอกชนไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นการร่วมมือกัน พูดคุยปัญหากันเพื่อหาราคาต้นทุนที่รับได้ บวกกำไรที่เหมาะสม ก็ต้องคุยกัน และเมื่อคุยจบสมาคมหรือสหกรณ์ก็ต้องคุยกับสมาชิกให้จบเช่นกัน ปัญหาถึงจะแก้ได้ เพราะปัญหาเหล่านี้ในห้องประชุมตัวแทนเกษตรกรที่เข้าร่วม ก่อนจะมาประชุมแต่ละครั้งเขาประชุมสมาชิกมาแล้ว แนวทางแก้ไขก็อยู่บนฐานของเกษตรกรแล้วก็ต้องยอมรับกัน”
ปิดท้ายกับประเด็นความเป็นห่วงเรื่องการเมืองแทรกการทำงานของรัฐมนตรี ยุคล ยืนยันว่า พรรคชาติไทยพัฒนาให้อิสระในการทำงานเต็มที่ แต่ถามว่า มีสั่ง มีอะไรบ้างหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ามี เพราะผู้ใหญ่ก็อยากให้งานออกเป็นผลงานพรรค







