
ถามตัวเองทุกสิ่งที่ทำ
คนที่ทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือคนที่ทำธุรกิจอยู่ เคยไหมครับ นั่งๆ ทำงานอยู่ก็คิดขึ้นมาว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่ ทำไปเพื่ออะไร
คนที่ทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือคนที่ทำธุรกิจอยู่ เคยไหมครับ นั่งๆ ทำงานอยู่ก็คิดขึ้นมาว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่ ทำไปเพื่ออะไร
ผมว่าคงต้องเคยคิดกันบ้าง แต่ก็ยังทำงานต่อไป เพราะการก้มหน้าก้มตานั่งทำงานหรือทำในสิ่งที่ต้องทำนั้นเป็นเรื่องง่าย เพราะมันเป็นความเคยชิน แต่การหยุดแล้วเงยหน้าขึ้นมาถามตัวเองว่าทำไมต้องทำสิ่งนั้นยากกว่า ถ้าเราต้องการมั่นใจว่างานที่เราทำหรือสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมีความสำคัญและมีความหมายต่อเราจริงๆ ควรต้องถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองบ่อยๆ
ทำไมถึงทำงานนี้ : เคยรู้สึกว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่างทั้งที่ไม่แน่ใจว่าทำไปเพื่ออะไรหรือเปล่า บ่อยครั้งที่เราทำเพราะมีคนบอกให้ทำ นั้นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่าทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ใครจะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ อะไรเป็นแรงจูงใจให้เรารู้สึกว่าอยากทำ ถ้าเราสามารถตอบตัวเองในคำถามเหล่านี้ได้ เราก็จะเข้าใจงานที่อยู่ตรงหน้าที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำอยู่มากขึ้น
ได้ประโยชน์จริงหรือเปล่า : เรากำลังทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ หรือที่จริงแล้วทำมันไปอย่างนั้นเอง เพราะหลายต่อหลายครั้งเราเองก็สับสนระหว่างความกระตือรือร้นกับความมีประโยชน์ บางครั้งเราอาจลองทำอะไรที่เท่และน่าสนุก หรือทำเอามันส์บ้างก็ไม่เสียหาย แต่ในที่สุดต้องรู้จักหยุดและหันมาถามตัวเองว่าจริงๆ แล้วมันมีประโยชน์ไหม ความเท่อยู่ได้ไม่นาน แต่ประโยชน์อยู่ได้นานกว่า
มีคุณค่าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ : การเพิ่มอะไรสักอย่างเป็นเรื่องง่าย เช่น เพิ่มผลลัพท์ของงานให้มากขึ้น แต่การเพิ่มคุณค่าให้แก่งานชิ้นนั้นเป็นเรื่องยากกว่า สิ่งที่คุณทำอยู่ทำให้สินค้าหรือบริการของคุณมีค่ามากขึ้นในมุมมองของลูกค้าหรือเปล่า ลูกค้าได้ประโยชน์มากขึ้นกว่าที่เคยได้รับหรือเปล่า แต่ก็ต้องระวัง เพราะบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าจะเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้า กลับไปลดทอนคุณค่าของสินค้าเพราะมันเยอะไป ดังนั้นคุณค่าที่ดีก็ขึ้นอยู่กับความสมดุล เพราะสิ่งที่มากที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
มีวิธีที่ง่ายกว่านี้ไหม : ทุกครั้งที่กำลังทำงานอะไรที่เป็นงานประจำต้องทำทุกๆ วัน เหมือนๆ กัน ให้ถามตัวเองว่า มีวิธีที่ง่ายกว่านี้ไหม ไม่ใช่คิดแค่ว่ามีวิธีการใหม่ๆ ไหม เพราะหลายครั้งที่วิธีการใหม่ๆ กลับยากและวุ่นวายไปกว่าเดิม เช่น เรื่องบางเรื่องทำแบบ manual อยู่ ก็พยายามหาระบบมาจัดการมัน ปรากฏว่าแทนที่จะง่ายขึ้นกลับกลายเป็นว่าเพราะระบบทำให้ยุ่งยากกว่าการทำ manual แบบเดิมอีก ดังนั้นต้องหาวิธีที่ง่าย เพราะวิธีที่ง่ายๆ มักจะเป็นทางออกที่ดีเสมอ และของในโลกนี้มันก็ไม่ได้ตอบโจทย์ได้ด้วยระบบไปซะทุกอย่าง ไม่ต้องอายที่จะทำด้วย manual ถ้ามันง่ายกว่า เพราะหลายต่อหลายครั้งเรามักคิดวิธีที่ยุ่งยากซับซ้อนในการแก้ปัญหาที่ง่ายๆ ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า มันดูดี
มันคุ้มค่าจริงหรือเปล่า : สิ่งที่กำลังทำอยู่คุ้มค่าจริงไหม การประชุมครั้งนี้คุ้มค่ากับคนสิบคนต้องหยุดหนึ่งชั่วโมงเพื่อมาร่วมประชุมหรือเปล่า มันคุ้มค่าต่อการอดนอนไหม หรือเก็บไว้ทำต่อพรุ่งนี้ดีไหม มันคุ้มไหมที่เราจะมานั่งเครียดกับข่าวประชาสัมพันธ์รายวันของคู่แข่ง การโฆษณาคุ้มค่าเงินที่เราต้องเสียไปไหม ควรจะประเมินคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งที่จะทำก่อนลงมือทำเสมอ
พูดถึงเรื่องการประชุม เชื่อว่าคนทำงานหลายๆ คนคงเหมือนกันว่า วันๆ อยู่แต่ห้องประชุมตลอด ไม่มีเวลาที่จะทำงานเลย เรียกว่าถ้าได้เบี้ยประชุมเหมือนสมัยก่อนคงรวยกันไปหมดแล้ว หรือบางครั้งลืมตัวไปนึกว่าเขาจ้างเรามาให้ประชุมอย่างเดียว สิ่งที่เสียไปกับการประชุมก็คือการเสียเวลานั้นเอง ถ้าเราต้องจัดประชุมหนึ่งชั่วโมง และเชิญคนมาร่วมประชุมสิบคน แสดงว่าองค์กรต้องเสียไปสิบชั่วโมงไม่ใช่แค่หนึ่งชั่วโมง ยิ่งถ้านับรวมเวลาที่ผู้เข้าร่วมประชุมต้องเตรียมตัวในการประชุม ต้องปรับสมอง ต้องเดินทางมาประชุม และการที่ต้องหยุดงานหนึ่งแล้วไปประชุม กลับมาต้องใช้เวลาเพื่อเริ่มต้นงานที่ค้างไว้อีก รวมๆ แล้วอาจจะเสียไปถึงสิบห้าชั่วโมง ดังนั้นต้องคิดว่าการแลกเวลาสิบห้าชั่วโมงขององค์กรเพื่อการประชุมหนึ่งชั่วโมงนั้นมันคุ้มกันไหม
ยิ่งบางครั้งเป็นการประชุมเพื่อแจ้งให้ทราบยิ่งไปกันใหญ่ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันไปไกลแล้ว ช่องทางในการแจ้งให้ทราบโดยที่ไม่ต้องมาเจอหน้ากันมันมีเยอะแยะ การประชุมส่วนใหญ่วาระการประชุมจะเยอะมากจนไม่รู้ว่าอะไรกันแน่คือเป้าหมายของการประชุม
และในที่ประชุมการหลงประเด็นเป็นเรื่องที่เกินง่ายมากและบ่อยมาก และเชื่อเถอะว่าทุกการประชุมมันต้องมีคนแปลกๆ อย่างน้อยหนึ่งคนที่ชอบพูดอะไรที่ไร้สาระ จนทำให้คนอื่นที่เหลือต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ
ดังนั้น ถ้าต้องเรียกประชุมจงพยายามทำให้การประชุมนั้นเกิดประโยชน์มากที่สุด และให้มากกว่าต้นทุนที่องค์กรต้องเสียเวลาไปกับการประชุมนั้น เช่น ต้องควบคุมเวลาให้ได้ เวลาหมดการประชุมต้องจบโดยไม่มีข้อยกเว้น เชิญคนเข้าร่วมประชุมให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีระเบียบวาระที่ชัดเจน การเริ่มต้นประชุมทุกครั้งให้เริ่มต้นด้วยปัญหาที่เฉพาะเจาะจง และจบการประชุมด้วยทางออกสำหรับปัญหา และระบุตัวผู้ที่จะนำไปปฏิบัติให้เกิดผล
ถามตัวเองด้วยคำถามต่างๆ ดังที่กล่าวอยู่เสมอ ไม่จำเป็นต้องทำเป็นอะไรที่ทางการมากนัก แต่อย่าปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ และอย่ากลัวข้อสรุปของตัวเอง บางครั้งการทิ้งสิ่งที่ทำอยู่อาจจะเป็นทางออกหรือคำตอบที่ถูกต้องก็ได้ ต่อให้เราลงทุนลงแรงไปมากแล้วก็ตาม อย่าปล่อยให้ตัวเองเสียเวลามากยิ่งขึ้นกับงานหรือสิ่งที่แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย อย่างที่เขากล่าวว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย







