
ทเวลฟ์พลัสจับรุ่นใหญ่
หาช่องเพิ่มยอดขาย2ลู่ทาง รุก18ปีขึ้น/ลุยต่างจังหวัด
โพสต์ทูเดย์
— ทเวลฟ์ พลัส เท 180 ล้าน ปั้นพรีเซนเตอร์ไทย บุกแป้งเย็นต่างจังหวัด ขยายจับผู้ใหญ่ หวังเพิ่มสัดส่วนขายภูธรปีหน้า 60%น.ส.ต้องหทัย กุวานนท์ ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล บริษัท โอสถสภา ผู้ผลิตและทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมใช้งบตลาด 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาใช้อยู่ที่ 150 ล้านบาท เพื่อทำกิจกรรมทเวลฟ์ พลัส แป้งเย็น เอ็กซ์ตร้า คูล แอนตี้แบคทีเรีย หลังตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและได้ผลตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายดี โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น 1218 ปี เนื่องจากบริษัทได้ปรับภาพลักษณ์สินค้าให้ดูทันสมัย
ขณะที่ช่วงหน้าขายสินค้าแป้งเย็นในฤดูร้อนปีนี้ บริษัทได้ใช้ดารานักแสดงอั้มอธิชาติ ชุมนานนท์ มาเป็นตัวแทนสินค้า (พรีเซนเตอร์) คนล่าสุดให้กับทเวลฟ์ พลัส แป้งเย็น เอ็กซ์ตร้า คูล แอนตี้แบคทีเรีย เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายไปกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป รวมถึงขยายกลุ่มเป้าหมายไปตลาดต่างจังหวัด หลังปัจจุบันตลาดกรุงเทพฯบริษัทสามารถกระจายสินค้าได้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเป็นที่น่าพอใจ จากช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ใช้ศิลปินเกาหลีเข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ทเวลฟ์ พลัส และทำให้ได้รับผลตอบรับดีจากกลุ่มเป้าหมายเดิม
ทั้งนี้ หลังจากทำกิจกรรมตลาดอย่างต่อเนื่อง คาดสิ้นปีแป้งเย็นทเวลฟ์ พลัส จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 3235% จากปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 30% เป็นผู้นำตลาดในช่องทาง ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และคอนวีเนียนสโตร์
ปัจจุบันตลาดรวมแป้งเย็นมีมูลค่าประมาณ 1,470 ล้านบาท เติบโตจากปี 2551 ที่ประมาณ 4% แต่จากการที่สภาพอากาศร้อนของประเทศไทยในปีนี้มีความยาวนานมากขึ้น จึงทำให้คาดการณ์ว่าตลาดรวมแป้งเย็นในปีนี้น่าจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 56% ซึ่งในส่วนของยอดขายแป้งเย็นทเวลฟ์ พลัสคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 25% เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มียอดขายเติบโตอยู่ที่ 20% เนื่องจากบริษัทมีการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายไปยังตลาดผู้ใหญ่ สิ้นปีสัดส่วนกลุ่มผู้ใหญ่เพิ่มจาก 50% เป็น 60% และสัดส่วนขายต่างจังหวัดต่อกรุงเทพฯ จากอย่างละ 50% เป็นต่างจังหวัด 60%มากขึ้น ซึ่งสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มผู้ใหญ่เพิ่มเป็น 60% จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 50% และคาดว่าในปีหน้าจะมีสัดส่วนยอดขายมาจากในตลาดต่างจังหวัดเพิ่มเป็น 60% และในกรุงเทพฯ 40% จากปัจจุบันทั้ง 2ตลาดสัดส่วนเท่ากัน 50%







