
โออิชิดึงเอสเข้าร้านจ่อรุกตลาดอินโดจีน
โออิชิ ดัน “เอส” เข้าร้านอาหารในเครือทุกแบรนด์ ทั่วไทย พร้อมศึกษาตลาดอินโดจีน พ่วงทำตลาดต่างประเทศ รับปีหน้าทุ่ม 1,000 ล้านบาทขยาย50สาขาใหม่
โออิชิ ดัน “เอส” เข้าร้านอาหารในเครือทุกแบรนด์ ทั่วไทย พร้อมศึกษาตลาดอินโดจีน พ่วงทำตลาดต่างประเทศ รับปีหน้าทุ่ม 1,000 ล้านบาทขยาย50สาขาใหม่
นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.เป็นต้นมา บริษัทได้นำเครื่องดื่มน้ำอัดลมเอส โคล่า ให้บริการแก่ลูกค้าภายในร้านอาหารทุกแบรนด์ภายใต้เครือโออิชิอย่างเป็นทางการครอบคลุม 300 สาขาทั่วประเทศ ตั้งวันที่ 1 พ.ย. เพื่อให้พร้อมกับการเปิดตัวและทำตลาดน้ำอัดลม เอส โคล่า ของบริษัท เสริมสุขได้พร้อมกันในวันเดียวกัน
ขณะที่แผนธุรกิจอาหารในปี 2556 เตรียมงบลงทุนราว 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 500 ล้านบาท ขยายร้านอาหารในเครือโออิชิรวมกันทุกแบรนด์ราว 50 สาขา ถือเป็นการขยายสูงสุดในรอบ 14 ปี โดยจะเน้นขยายสาขาของร้านชาบูชิเป็นหลัก 20 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร (กทม.) และต่างจังหวัดในสัดส่วน 50% เท่ากัน ที่เหลือจะเป็นร้านนิกูยะ10 สาขา และทาคาชิ 10 สาขา ส่วนงบ 400-500 ล้านบาท เป็นงบการตลาดรวมทั้งปี
ทั้งนี้ บริษัทจะเน้นเปิดร้านชาบูชิเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มร้านอาหารที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อตอบสนองและเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ทำให้ในปีหน้าร้านสาขาโออิชิจะมีรวมกันไม่ต่ำกว่า 350 สาขา จากปัจจุบันมีอยู่ราว 301 สาขา แบ่งเป็นกลุ่มร้านอาหารประเภทบุพเฟ่ห์ 148 สาขา และราเมน 153 สาขา โดยปีนี้ขยายสาขารวมทุกแบรนด์ราว 43 สาขา และบริษัทได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายแบรนด์ร้านอาหารเพิ่ม ทั้งการนำเข้าแบรนด์หรือสร้างแบรนด์ขึ้นมาเอง โดยเน้นความเป็นญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ได้ปรับแผนการขยายชาบูชิไปสิงคโปร์มาเป็นการขยายร้านอาหารในเครือไปยังตลาดในภูมิภาคอินโดจีนแทน เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในอินโดจีนคล้ายกับของไทย ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นการลงทุนในช่วงปีหน้าเป็นต้นไป ส่วนจะเริ่มที่ประเทศใดก่อนนั้นขณะนี้กำลังพิจารณาความเป็นไปได้อยู่ ดยลักษณะการลงทุนมีความเป็นไปได้ทั้ง 3 แนวทาง คือ 1.ลงทุนเองทั้งหมด 2.ร่วมทุน(เจวีซี) และ3.ขายแฟรนไชส์ ซึ่งแต่ละแนวทางจะมีการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป จากเดิมวางแผนใช้แบรนด์ชาบูชิเข้าไปทำตลาดในสิงคโปร์ "เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทย และมีความสะดวกในด้านการจัดส่งสินค้าวัตถุดิบหรือลอจิสติกส์มากกว่า ทำให้บริษัทได้ปรับแผนใหม่มาเป็นการขยายสาขาร้านอาหารในกลุ่มประเทศอินโดไชนาแทนสิงคโปร์"
รวมถึงยังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำแบรนด์น้ำอัดลม เอส โคล่า เข้าไปทำตลาดพร้อมกันด้วยหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นการออกตลาดต่างประเทศครั้งแรกของเอสด้วย” นายไพศาล กล่าว
ทั้งนี้ จากแผนธุรกิจดังกล่าว คาดว่าจะทำให้ภาพรวมรายได้ในปี 2556 อยู่ที่ 6,900 ล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าว กว่า 500 ล้านบาท มาจากรายได้ของกลุ่มสแน็กและอาหารแช่เย็น/แช่แข็ง ขณะที่รายได้รวมในสิ้นปีนี้คาดว่าจะเติบโตขึ้น 31% สูงจากเป้าเดิมที่วางไว้ 27% หรือ 5,400 ล้านบาทหรือจากเดิมคาดปิดรายได้ที่ 5,200 ล้านบาท มองว่าถึงสิ้นปีจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 5,400 ล้านบาท จากปีก่อนปิดรายได้ที่ 4,100 ล้านบาท







