posttoday
TUF

TUF

30 ตุลาคม 2555

ราคาหุ้นของ TUF ในช่วง 1 สัปดาห์เศษ ปรับลงมาถึง 7% มาอยู่ที่แนวรับสำคัญตามเทคนิคที่ 70 บาท ซึ่งที่ระดับราคานี้ ในทางพื้นฐานถือว่า “ถูก” เพราะคิดเป็น PE 12.3 เท่าในปีหน้า ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของกำไรในปีหน้าที่คาด FSS ไว้ที่ 16% หรือคิดเป็น PE To Growth (PEG) 0.8 เท่า (โดยทั่วไปหุ้นที่มี PEG ที่ต่ำกว่า 1 ถือว่าน่าสนใจลงทุน เพราะ PE ไม่ควรต่ำกว่า Growth ทั้งนี้มีข้อยกเว้นนะคะ)

ราคาหุ้นของ TUF ในช่วง 1 สัปดาห์เศษ ปรับลงมาถึง 7% มาอยู่ที่แนวรับสำคัญตามเทคนิคที่ 70 บาท ซึ่งที่ระดับราคานี้ ในทางพื้นฐานถือว่า “ถูก” เพราะคิดเป็น PE 12.3 เท่าในปีหน้า ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของกำไรในปีหน้าที่คาด FSS ไว้ที่ 16% หรือคิดเป็น PE To Growth (PEG) 0.8 เท่า (โดยทั่วไปหุ้นที่มี PEG ที่ต่ำกว่า 1 ถือว่าน่าสนใจลงทุน เพราะ PE ไม่ควรต่ำกว่า Growth ทั้งนี้มีข้อยกเว้นนะคะ)

นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับ PE เฉลี่ยของกลุ่มในปีหน้าแล้ว ก็ถือว่าถูกกว่ากลุ่มซึ่งซื้อขายเฉลี่ยที่ 13.5 เท่า ขณะที่อัตราการเติบโตของกำไรไม่แพ้กลุ่ม ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 17% ก็ดีกว่ากลุ่มที่เฉลี่ยอยู่ที่ 15% และหากเทียบราคาหุ้นปัจจุบันกับราคาตามพื้นฐาน (ในปีหน้า) ของหุ้นในกลุ่มอาหารด้วยกัน พบว่าราคาหุ้นของ TUF มี Upside มากที่สุดในกลุ่ม คือ 23% จากราคาพื้นฐานที่นักวิเคราะห์ของเราประเมินไว้ที่ 88 บาทสิ้นปีหน้า ไม่รวมอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่เฉลี่ย 3.54% ต่อปี โดยจ่ายสม่ำเสมอปีละ 2 ครั้ง (คาดว่าจะจ่ายอีก 2.40 บาทต่อหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังปีนี้) ราคานี้จึงถือว่าน่าลงทุนค่ะ

การที่ราคาหุ้นปรับลงมาดังกล่าว เชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะราคากุ้งที่สูงขึ้น โดยราคากุ้งขาว 60 ตัว/กก. เพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็วจากต้นไตรมาส 3 ที่อยู่ที่ 115 บาท/กก. มาอยู่ที่ 150 บาท/กก. สิ้นไตรมาส ราคากุ้งที่แพงขึ้นส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจกุ้ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 19% ของรายได้รวม (TUF ไม่ได้เลี้ยงกุ้งเอง แต่ซื้อจากภายนอกแล้วมาแปรรูปอีกที) ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างเนื่อง ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมของทุกธุรกิจในไตรมาส 3 นี้ถูกกระทบ ทำให้แผ่วลงจากไตรมาสก่อนๆ อย่างไรก็ตาม ในด้านกำไรสุทธิ นักวิเคราะห์ของเราคาดว่าน่าจะทำสถิติสูงสุดได้ที่ระดับ 1,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63% จากไตรมาสก่อน และ 4% จากไตรมาส 3 ปีก่อน

สาเหตุหลักมาจากราคาปลาทูน่าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 2,201 เหรียญสหรัฐต่อตันในไตรมาส 2/2555 เป็น 2,290 เหรียญสหรัฐต่อตันในไตรมาส 3/2555 (+4% QQ) ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงอย่างมากจากไตรมาสก่อนที่ 1,058 ล้านบาท คาดว่าน่าจะเหลือเพียง 378 ล้านบาทในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 9,500 ล้านบาท ไปชำระคืนเงินกู้ ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt/Equity) ลดลงเหลือเพียง 0.9 เท่า และสามารถกลับมาจ่ายเงินปันผลได้ตามนโยบายบริษัท (ไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ)

จากเหตุผลที่ราคาปลาทูน่าเพิ่มขึ้นและดอกเบี้ยจ่ายลดลง จึงทำให้กำไรในไตรมาส 3 นี้ (คาดว่าจะรายงานผลประกอบการประมาณวันที่ 8 พ.ย.) ทำ New High และเป็นกำไรสูงสุดของปีนี้ เพราะคาดว่ากำไรในไตรมาสสุดท้ายจะชะลอลงตามฤดูกาล (Peak Season ของการส่งออกอยู่ในไตรมาส 3) โดยรวมทั้งปีนี้คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น 19% ที่สำคัญคาดว่ากำไรในปี 2556 จะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก 16% เป็นระดับ 7,000 ล้านบาท เพราะราคาปลาทูน่าที่คาดว่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง (ในระยะหลังการจับปลาทำได้ยากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็วทำให้ปลาหายากขึ้น) สินค้าที่จะผลักดันการเติบโตของกำไรในปีหน้า ได้แก่ ปลาซาร์ดีน ปลาแมกเคอเรล และธุรกิจอาหารสัตว์ โดยเฉพาะโรงงานอาหารสัตว์ในสหรัฐเป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์ระดับพรีเมียม ซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการมาแล้วราว 6 เดือน แม้สัดส่วนรายได้ยังไม่มาก แต่เป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรดี และจะเริ่มเห็นการเติบโตอย่างชัดเจนในปีหน้า

หลังจากที่ TUF ซื้อ MW Brand ในปี 2553 และกลายเป็นผู้ผลิตทูน่ารายใหญ่สุดในโลก ต้นปี 2555 บริษัทซื้อบริษัท แพ็คฟู้ด (PPC) กลายเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไทย TUF ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตของกิจการ โดยอาศัยการซื้อกิจการเมื่อมีโอกาสและจังหวะเหมาะ

กำไรที่เราประเมินไว้ 7,000 ล้านบาทในปีหน้า ยังไม่รวมการซื้อกิจการอื่นในอนาคต ซึ่งถือเป็น Upside ของผลประกอบการและราคาหุ้นในอนาคตต่อไป

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน