
3จี เดินหน้าจับตาเอกชน ลดค่าบริการลดแรงกดดัน
แม้ว่าการประมูลคลื่นความถี่ใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz เพื่อให้บริการ 3จี ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
แม้ว่าการประมูลคลื่นความถี่ใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz เพื่อให้บริการ 3จี ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. จะจบสิ้นลงเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2555 ที่ผ่านมา ในแบบม้วนเดียวจบ โดย 3 ค่ายมือถือ “คว้า” ใบอนุญาตได้ตามความคาดหมาย
แต่ราคาประมูลไม่เป็นไปตามความคาดหมาย เพราะทั้ง 3 ราย ไม่ได้เคาะราคาแข่งขันเพื่อแย่งชิงความถี่มาไว้ในมือ ทำให้ราคาใบอนุญาตครั้งนี้ขยับขึ้นเพียง 2.8% จากราคาตั้งต้น หรือสรุปได้ว่า คลื่นความถี่ 45 MHz ย่าน 2.1 GHz นั้น มีราคารวมทั้งสิ้น 41,625 ล้านบาท จากราคาตั้ง 40,500 ล้านบาท
ซึ่งราคาประมูลดังกล่าว มีหน่วยงานหลายฝ่ายทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่ายวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เคยเสนอว่า ราคาประมูลรวมแล้วควรจะอยู่ที่ 16,335 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำ แต่เมื่อประมูลจริงกลับกลายเป็นว่าเอกชน 3 ราย ได้ลาภลอยไปอย่างคาดไม่ถึง
ทำให้ในขณะนี้จะมีหน่วยงานใดๆ ออกมาค้านว่า การประมูลครั้งนี้อาจจะมีการ “ฮั้ว” ประมูล ทำให้ราคาไลเซนส์ต่ำกว่าความจริงก็ตาม แต่เชื่อว่าเอกชนทั้ง 3 ราย และ กสทช.ต้องเดินหน้ากับไลเซนส์ที่ กสทช.กำลังจะออกให้ภายในเดือนหน้านี้อย่างแน่นอน
แม้ว่าจะต้องรอคณะทำงานของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ตรวจสอบความโปร่งใสในการประมูลอีก 22 วันก็ตาม และเชื่อได้เลยว่าผลการตรวจสอบของ กทค.ครั้งนี้ จะสรุปมาว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่” ก็หน่วยงานเดียวกันสอบกันเองจะผิดได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือความเป็น “สีเทา” ของกระบวนการประมูลไลเซนส์ 3จี ที่ทั้ง กสทช.และเอกชนทั้ง 3 ราย ต่างแปดเปื้อนไปตามๆ กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่สามารถห้ามไม่ให้ใคร “มาเชื่อ” ได้ว่าการประมูลครั้งนี้สวยงามจริง
เมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ต่อไปนี้จะได้เห็นคือ การเร่งเปิดให้บริการ 3จี โดยเร็วที่สุด ค่าบริการ และคุณภาพการให้บริการ 3จี จะกลายเป็น “หัวใจ” สำคัญ ที่จะทำให้การประมูลครั้งนี้ “สะอาด” มากขึ้น ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด
แม้ว่า กทค. จะออกเจตจำนงมาว่า จะให้เอกชนทั้ง 3 ราย ลดราคาค่าบริการลงมา 20% ภายใน 3 ปี และกำหนดกรอบคุณภาพการให้บริการ 3จี ออกมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่แม้ว่าจะไม่ได้ออกมาเป็นมติของ กทค. แต่ก็เชื่อว่าว่าเอกชนทั้ง 3 ราย ต้องยอมทำตามอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ เพราะการลดราคาค่าบริการลงมา 20% เมื่อเทียบกับราคาไลเซนส์และระยะเวลาไลเซนส์ 15 ปี ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง และยังเป็นการลดกระแสได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม กระบวนการหลังจากนี้ แม้ว่าจะมีกระบวนการคัดค้านการประมูล 3จี ว่าไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือหลังจากนี้ คือการเดินหน้าติดตั้งโครงข่าย 3จี ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพื่อที่ประเทศไทยจะได้มีโทรศัพท์ระบบ 3จี ที่แท้จริงใช้เสียที หลังจากล่าช้ามากว่า 3 ปี จนปล่อยให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว มี 3จี และ 4จี ใช้แล้ว
นอกจากนี้ ค่ายมือถือทุกค่ายต่างต้องการกระโดดเข้าสู่การแข่งขันในเวทีใหม่ ที่ผู้ให้บริการแต่ละรายเริ่มต้นด้วยความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ไม่มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันแต่อย่างใด
ประกอบกับเวลาของการให้บริการโทรศัพท์ระบบ 2จี ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็นับถอยหลังหมดลงไปเรื่อยๆ และไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนด้วยเม็ดเงินก้อนใหญ่อีกต่อไป เงินลงทุนก้อนใหญ่ทั้งหมดจะถูกทุ่มไปยัง 3จี อย่างที่ยักษ์ใหญ่เอไอเอส บอกว่า ใน 3 ปี มีแผนจะลงทุนใน 3จี 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่เอกชนอีก 2 ราย ก็เตรียมเม็ดเงินลงทุนไว้ไม่ต่างกัน
และแน่นอนว่า สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นหลังจาก 3จี คือ การเติบโตของธุรกิจอินเทอร์เน็ตไร้สาย ความเร็วสูง สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย คาดว่าการเพิ่มขึ้นของการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Penetration) ของประชากรทุก 10% จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1.38% หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาท
ยังไม่นับรวมการเติบโตด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ที่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจะมีโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้
ดังนั้น ราคาประมูลไม่ใช่สิ่งที่สำคัญเสมอไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่ทุกหน่วยงานต้องกำกับดูแลให้ 3จี กลายเป็นบริการที่ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด และในราคาที่เป็นธรรมมากที่สุดมากกว่า







