
ทุนไหลเข้าระลอกใหม่ ฟาดกำไรตลาดหุ้น-ค่าบาท
เงินทุนนอกที่ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดเงินเชื่อว่างานนี้นักลงทุนต่างชาติฟันกำไรหลายต่อ
หากคำนวณจากช่วงเดือน ก.พ. ที่เงินทุนนอกเริ่มไหลเข้าสุทธิในตลาดหุ้นจนถึงขณะนี้ นักลงทุนมีกำไรจากดัชนีหุ้น 11.7% และกำไรอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินแข็งขึ้นอีก 2.6%
เท่ากับว่าไม่ถึงเดือน ต่างชาติฟันกำไรเหนาะๆ 14.3%!!!
วานนี้ตลาดหุ้นไทยยังคงสร้าง
“เซอร์ไพรส์” ระหว่างวันดัชนีพุ่งไปเฉียด 10 จุด ก่อนมีแรงขายกำไรมาปิดที่ระดับ 725.95 จุด บวก 5.11 จุด มูลค่าการซื้อขาย 16,973 ล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองร้อนแรงขณะที่นักลงทุนต่างชาติช้อนต่อ 1,817 ล้านบาท สถาบันในประเทศซื้อ 416 ล้านบาท และรายย่อยขายเจ้าเดียว 2,754 ล้านบาท
นายภาคภูมิ ภาคย์วิศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเบล็กโฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ (GBX) เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและอนุพันธ์ เชื่อว่าเป็นเงินที่จะเข้ามาเร็วและไปเร็ว โดยเข้ามาเก็งกำไรสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย
“
นักลงทุนต่างชาติได้กำไร ทั้งหุ้นและอนุพันธ์แล้วยังได้กำไรจากเงินบาทแข็งค่าด้วย ดังนั้นผู้ลงทุนรายบุคคลไทยควรลงทุนด้วยความระมัดระวัง” นายภาคภูมิ ระบุน.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า เงินทุนไหลเข้าระยะสั้นมีแนวโน้มผันผวน แต่เงินทุนไหลที่จะเข้ามายาวกว่านี้ต้องรอช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากความกังวลผ่านไปแล้ว
ด้านนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าแม้จะเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ ธปท.ยังไม่พบการเก็งกำไรค่าเงินที่ผิดปกติ เพราะหากดูจากการหาผลตอบแทนตามปกติคงมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร เท่าที่ดูการหากำไรยังอยู่ในกรอบ
“
ธปท. มองว่าภาวะเงินทุนไหลเข้าไทยน่าจะยังไม่หมด น่าจะไหลเข้าอีก” นางสุชาดา ระบุนับตั้งแต่ต้นปีนี้มาจนถึงปัจจุบัน ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นแล้ว 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.25 หมื่นล้านบาท ยังถือว่าน้อยกว่าบางประเทศ เช่น เกาหลี อินโดนีเซีย ไหลเข้ามา 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ยังมากกว่าบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ
“
ภาคธุรกิจไม่ต้องกังวลธปท.จะยังคงดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน ให้สามารถแข่งขันได้” นางสุชาดากล่าวผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน เงินบาทแข็งค่า 3.18% มาเลเซียแข็งค่า 3.3% อินโดนีเซีย 3.17% ญี่ปุ่น 3.02% เกาหลี 2.68% แต่หากดูเฉพาะการเคลื่อนไหวเดือน มี.ค. เดือนเดียว เงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.23% มาเลเซียแข็งค่า 2.6% และอินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 2.5% โดยธปท.คาดว่าการปรับแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงนี้น่าจะเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวทางการเมืองที่มีการชุมนุมแล้วไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอย่างที่เคยคาด ขณะเดียวกันช่วงนี้ยังมีการจ่ายเงินปันผลประกอบการด้วย ประกอรปกับภาวะที่ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นด้วย ส่งผลให้สกุลเงินที่อยู่คนละฝั่งกับเงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นด้วย
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง เพื่อที่จะใช้เงินลงทุนไปซื้อสินค้าทุน หัวรถจักรและอุปกรณ์ต่างๆ จากประเทศ เพื่อให้ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยลดลงจาก 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ เงินทุนสำรองของไทยควรอยู่ในระดับ 78 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2 เท่าของหนี้ระยะสั้นต่างประเทศ ขณะที่การนำไปใช้หนุนหลังการออกธนบัตร ก็ใช้เพียง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันเงินทุนสำรองของไทยมีมากถึง 3 เท่า ของการใช้หนี้ระยะสั้นต่างประเทศ
“
คงต้องรอให้การเมืองมีสติมากกว่านี้หน่อย เนื่องจากการเมืองตอนนี้ทำให้คนไม่กล้าลงทุน” นายณรงค์ชัย ระบุที่ผ่านมา ธปท. ได้ผ่อนคลายมาตรการให้เอกชนนำเงินไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น แต่ยังติดปัญหาต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ที่ยังห้ามการนำเงินไปลงทุนบางอย่างเช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อไปลงทุนในต่างประเทศสำหรับค่าเงินบาท คาดว่าทั้งปีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะไม่แข็งค่าไปมากกว่านี้ เนื่องจากเงินยูโรออกค่าลงจากปัญหาเศรษฐกิจในหลายประเทศของยุโรป ทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ เป็นไปตามกลไก ทำให้ไม่สามารถเข้าไปห้ามได้
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินที่ไหลเข้าเป็นข่าวดี สะท้อนได้ว่าประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจหลายอย่างที่แข็งแรง และสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าสถานการณ์การเมืองคือ ปัญหามาบตาพุดที่กระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนมาก
“
ส่วนการเมืองที่จะกระทบมากคือ การท่องเที่ยว อีกส่วนคือ กระทบกับการจัดการของภาครัฐ เกิดการชะลอการลงทุน การเบิกจ่าย เพราะสมาธิรัฐบาลไปอยู่ที่อื่น” นายเศรษฐพุฒิ กล่าวสำหรับทิศทางดอกเบี้ยของไทยนั้น คาดว่าจะเห็น ธปท.ปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือน มิ.ย. ทั้งปีจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยรวม 0.50.75% เพราะ ธปท.คงไม่อยากเห็นตัวเลขการออมติดลบ จากดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ที่ต่ำเกินไป
นายภาสันต์ สิงหะ หัวหน้านักวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาด ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า ถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจะเห็นเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แม้จะยอมรับว่าเงินที่ไหลเข้าช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะมากกว่าที่คิด แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเงินพวกนี้จะไหลเข้ามาต่อเนื่องอีกหรือไม่ โดยสิ้นปีหน้าคาดว่าจะเห็นเงินบาทแตะระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ







