posttoday
ทุนไหลเข้าระลอกใหม่ ฟาดกำไรตลาดหุ้น-ค่าบาท

ทุนไหลเข้าระลอกใหม่ ฟาดกำไรตลาดหุ้น-ค่าบาท

24 มีนาคม 2553

เงินทุนนอกที่ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดเงินเชื่อว่างานนี้นักลงทุนต่างชาติฟันกำไรหลายต่อ

หากคำนวณจากช่วงเดือน ก.พ. ที่เงินทุนนอกเริ่มไหลเข้าสุทธิในตลาดหุ้นจนถึงขณะนี้ นักลงทุนมีกำไรจากดัชนีหุ้น 11.7% และกำไรอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินแข็งขึ้นอีก 2.6%

เท่ากับว่าไม่ถึงเดือน ต่างชาติฟันกำไรเหนาะๆ 14.3%!!!

วานนี้ตลาดหุ้นไทยยังคงสร้าง “เซอร์ไพรส์” ระหว่างวันดัชนีพุ่งไปเฉียด 10 จุด ก่อนมีแรงขายกำไรมาปิดที่ระดับ 725.95 จุด บวก 5.11 จุด มูลค่าการซื้อขาย 16,973 ล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองร้อนแรง

ขณะที่นักลงทุนต่างชาติช้อนต่อ 1,817 ล้านบาท สถาบันในประเทศซื้อ 416 ล้านบาท และรายย่อยขายเจ้าเดียว 2,754 ล้านบาท

นายภาคภูมิ ภาคย์วิศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเบล็กโฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ (GBX) เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและอนุพันธ์ เชื่อว่าเป็นเงินที่จะเข้ามาเร็วและไปเร็ว โดยเข้ามาเก็งกำไรสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย

“นักลงทุนต่างชาติได้กำไร ทั้งหุ้นและอนุพันธ์แล้วยังได้กำไรจากเงินบาทแข็งค่าด้วย ดังนั้นผู้ลงทุนรายบุคคลไทยควรลงทุนด้วยความระมัดระวัง” นายภาคภูมิ ระบุ

น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า เงินทุนไหลเข้าระยะสั้นมีแนวโน้มผันผวน แต่เงินทุนไหลที่จะเข้ามายาวกว่านี้ต้องรอช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากความกังวลผ่านไปแล้ว

ด้านนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าแม้จะเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ ธปท.ยังไม่พบการเก็งกำไรค่าเงินที่ผิดปกติ เพราะหากดูจากการหาผลตอบแทนตามปกติคงมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร เท่าที่ดูการหากำไรยังอยู่ในกรอบ

“ธปท. มองว่าภาวะเงินทุนไหลเข้าไทยน่าจะยังไม่หมด น่าจะไหลเข้าอีก” นางสุชาดา ระบุ

นับตั้งแต่ต้นปีนี้มาจนถึงปัจจุบัน ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นแล้ว 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.25 หมื่นล้านบาท ยังถือว่าน้อยกว่าบางประเทศ เช่น เกาหลี อินโดนีเซีย ไหลเข้ามา 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ยังมากกว่าบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

“ภาคธุรกิจไม่ต้องกังวลธปท.จะยังคงดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน ให้สามารถแข่งขันได้” นางสุชาดากล่าว

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน เงินบาทแข็งค่า 3.18% มาเลเซียแข็งค่า 3.3% อินโดนีเซีย 3.17% ญี่ปุ่น 3.02% เกาหลี 2.68% แต่หากดูเฉพาะการเคลื่อนไหวเดือน มี.ค. เดือนเดียว เงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.23% มาเลเซียแข็งค่า 2.6% และอินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 2.5% โดยธปท.คาดว่าการปรับแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงนี้น่าจะเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวทางการเมืองที่มีการชุมนุมแล้วไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอย่างที่เคยคาด ขณะเดียวกันช่วงนี้ยังมีการจ่ายเงินปันผลประกอบการด้วย ประกอรปกับภาวะที่ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นด้วย ส่งผลให้สกุลเงินที่อยู่คนละฝั่งกับเงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นด้วย

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง เพื่อที่จะใช้เงินลงทุนไปซื้อสินค้าทุน หัวรถจักรและอุปกรณ์ต่างๆ จากประเทศ เพื่อให้ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยลดลงจาก 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ เงินทุนสำรองของไทยควรอยู่ในระดับ 78 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2 เท่าของหนี้ระยะสั้นต่างประเทศ ขณะที่การนำไปใช้หนุนหลังการออกธนบัตร ก็ใช้เพียง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันเงินทุนสำรองของไทยมีมากถึง 3 เท่า ของการใช้หนี้ระยะสั้นต่างประเทศ

“คงต้องรอให้การเมืองมีสติมากกว่านี้หน่อย เนื่องจากการเมืองตอนนี้ทำให้คนไม่กล้าลงทุน” นายณรงค์ชัย ระบุ

ที่ผ่านมา ธปท. ได้ผ่อนคลายมาตรการให้เอกชนนำเงินไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น แต่ยังติดปัญหาต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ที่ยังห้ามการนำเงินไปลงทุนบางอย่างเช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อไปลงทุนในต่างประเทศสำหรับค่าเงินบาท คาดว่าทั้งปีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะไม่แข็งค่าไปมากกว่านี้ เนื่องจากเงินยูโรออกค่าลงจากปัญหาเศรษฐกิจในหลายประเทศของยุโรป ทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ เป็นไปตามกลไก ทำให้ไม่สามารถเข้าไปห้ามได้

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินที่ไหลเข้าเป็นข่าวดี สะท้อนได้ว่าประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจหลายอย่างที่แข็งแรง และสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าสถานการณ์การเมืองคือ ปัญหามาบตาพุดที่กระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนมาก

“ส่วนการเมืองที่จะกระทบมากคือ การท่องเที่ยว อีกส่วนคือ กระทบกับการจัดการของภาครัฐ เกิดการชะลอการลงทุน การเบิกจ่าย เพราะสมาธิรัฐบาลไปอยู่ที่อื่น” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยของไทยนั้น คาดว่าจะเห็น ธปท.ปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือน มิ.ย. ทั้งปีจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยรวม 0.50.75% เพราะ ธปท.คงไม่อยากเห็นตัวเลขการออมติดลบ จากดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ที่ต่ำเกินไป

นายภาสันต์ สิงหะ หัวหน้านักวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาด ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า ถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจะเห็นเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แม้จะยอมรับว่าเงินที่ไหลเข้าช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะมากกว่าที่คิด แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเงินพวกนี้จะไหลเข้ามาต่อเนื่องอีกหรือไม่ โดยสิ้นปีหน้าคาดว่าจะเห็นเงินบาทแตะระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน