
จี้ธุรกิจไทยปรับรับยูซีเอ
เตือนผู้ประกอบการไทยกว่า 1,000 ราย เร่งปรับรับกฎยูซีเอ ณรงค์ซีฟูด ยอมจ่าย สร้างภาพลักษณ์อุตสาหกรรมกุ้งแช่ไทย
เตือนผู้ประกอบการไทยกว่า 1,000 ราย เร่งปรับรับกฎยูซีเอ ณรงค์ซีฟูด ยอมจ่าย สร้างภาพลักษณ์อุตสาหกรรมกุ้งแช่ไทย
น.ส.วิรามฤดี โมกขะเวส ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย บริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ตัวแทนมลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ที่ดูแลคดีกฎหมายการแข่งขันทางธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Competition Act–UCA) กล่าวว่า คดีระหว่างบริษัท ณรงค์ซีฟูด ของประเทศไทย และมลรัฐแมสซาชูเซตส์ ถือเป็นคดีแรกเกี่ยวกับกฎหมายยูซีเอของโลกที่มีการยอมความ โดยฝ่ายไทยยอมเสียค่าปรับ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ และปรับปรุงการใช้ซอฟท์แวร์ที่ถูกต้องในธุรกิจ
สำหรับกฎหมายยูซีเอเกิดขึ้นเมื่อปี 2539 ปัจจุบันบังคับใช้ใน 39 มลรัฐของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมายในการทำธุรกิจ ซึ่งบริษัท ณรงค์ซีฟูด ได้รับจดหมายแจ้งเตือนจากสหรัฐอเมริกา ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยฝ่ายไทยยอมเสียค่าปรับ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ และปรับปรุงการใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกต้องในธุรกิจ
นายอาทร พิบูลธนพัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ณรงค์ซีฟูด กล่าวว่า บริษัทได้ปรับปรุงระบบไอทีให้ใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกต้องก่อนที่จะได้รับจดหมายแจ้งเตือน แต่การบรรลุข้อตกลงและยอมจ่ายค่าปรับครั้งนี้ เพื่อแสดงถึงการปฏิบัติตามกฎหมายของสหรัฐอย่างเคร่งครัด และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว
บริษัท ณรงค์ซีฟูด เป็นผู้ส่งออกสินค้าแช่แข็งและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปส่งออกหลากหลายชนิด ประกอบด้วย กุ้ง ปลา และปลาหมึก โดยตลาดหลักอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีมูลค่าส่งออกในปีที่ผ่านมา 2,000 ล้านบาท โดย 70% ส่งออกไปสหรัฐอเมริกา
ด้าน พ.ต.อ.ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กล่าวว่า บก.ปอศ.มีเป้าหมายเข้าตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมไม่ต่ำกว่า 1,000 แห่ง ที่เข้าข่ายการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งที่ผ่านมาจับกุมได้ปีละ 100 รายเท่านั้น จึงเรียกร้องผู้ประกอบการมองกรณีณรงค์ซีฟูดเป็นตัวอย่าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า และส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมในประเทศ
“ทางตำรวจไม่อยากดำเนินการจับกุมคดีทางการค้าประเภทนี้ เพราะการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชน แต่การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์ ถือเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญ เพราะมองว่าซอฟท์แวร์เป็นนวัตกรรม หากเราใช้อย่างถูกต้องและนำไปพัฒนาต่อยอด จะช่วยสร้างให้เกิดนวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ๆ และกลายเป็นทรัพย์สินของเราเอง” พ.ต.อ ชัยณรงค์กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) บก.ปอศ. พบองค์กรธุรกิจ 147 แห่ง ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนในคอมพิวเตอร์กว่า 3,800 เครื่อง มูลค่าความเสียหาย 324 ล้านบาทโดยบริษัททั้งหมดมีมูลค่าสินทรัพย์รวมถึง 69,723 ล้านบาทตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดใหญ่ๆ อาทิ ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา และเชียงใหม่







