posttoday
เปิดประตุลงทุน

เปิดประตุลงทุน

23 ตุลาคม 2555

ที่ผ่านมาไทยไม่ได้มีการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศเท่าที่ควร ปัจจุบันมีเงินทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศ

ที่ผ่านมาไทยไม่ได้มีการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศเท่าที่ควร ปัจจุบันมีเงินทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศ

ในส่วนที่เป็นเงินลงทุนโดยตรงและเงินลงทุนในหลักทรัพย์มีสัดส่วนค่อนข้างต่ำประมาณ 15% ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จากปี 2553 มีสัดส่วนประมาณ 30% ดังนั้นเพื่อกระจายความเสี่ยงและสนับสนุนการบริหารจัดการสินทรัพย์ และเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถรองรับการช็อกต่างๆ ได้ดีขึ้น ก็ควรเปิดให้เอกชนออกไปได้มากขึ้น

ขณะเดียวกันเงินทุนเคลื่อนย้ายไม่สมดุลระหว่างขาเข้าและขาออก เพราะปัจจุบันไทยเปิดให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าได้เสรี แต่ขาที่ปล่อยให้เงินทุนไทยออกไปยังเปิดประตูน้อยมาก ธปท.จึงต้องการเปิดประตูให้เท่ากัน แต่จะทยอยทำเพื่อดูผลกระทบและความเหมาะสม เพราะที่ผ่านมาอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวในลักษณะทิศทางเดียวตามทิศทางเงินทุนไหลเข้า และระบบเศรษฐกิจไม่ได้มีโอกาสกระจายความเสี่ยง สะท้อนได้จากภาระเงินทุนที่ไหลเข้าส่วนใหญ่ ธปท.จะต้องรับภาระแทรกแซงไว้เองเกือบทั้งหมด จึงอยากกระจายทุนที่ไหลเข้ามาไปอยู่ในมือภาคเอกชนบ้าง เพราะถ้าทุนไทยออกไปลงทุนได้มากขึ้น ความต้องการที่จะเข้าถือเงินตราต่างประเทศเพื่อออกไปลงทุนก็จะมีมากขึ้น สร้างสมดุลได้ ช่วยได้ประโยชน์ทั้ง ธปท. และภาคธุรกิจเอกชนก็ได้

อีกอย่างตลาดการเงินในประเทศ โดยเฉพาะตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) ขาดความลึกและความกว้าง คือ ไม่มีเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงได้ตรงตามความต้องการของผู้ลงทุน และต้นทุนการทำธุรกรรมก็ค่อนข้างสูง ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจในต่างประเทศหลายที่ชะลอราคาสินทรัพย์ถูก น่าจะเป็นโอกาสในการออกไปลงทุน เห็นได้จากเอกชนหลายรายเริ่มออกไปซื้อสินทรัพย์ลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

การผ่อนคลาย ธปท. มีเป้าหมายใน 3 เรื่องหลักๆ คือ สนับสนุนการกระจายการลงทุน สร้างสภาพแวดล้อมเพื่อเอื้อให้เกิดความสมดุลของเงินทุนเคลื่อนย้าย กระตุ้นการพัฒนาตลาดการเงิน ซึ่งจะทำได้ด้วยวิธีการผ่อนคลายการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายด้านขาออก โดยจะมีมาตรการรองรับในกรณีที่เงินทุนไหลออกอย่างรุนแรง ลดความซับซ้อนของกฎเกณฑ์และมาตรการทางการ และจะส่งเสริมความรู้ทางการเงินควบคู่ไปด้วย

เปิดประตุลงทุน

 

สำหรับเรื่องที่ ธปท.จะผ่อนคลายตามแผนในภาพรวม 5 ด้าน คือ 1.การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (ทีดีไอ) ของบุคคลธรรมดา ซึ่งต่อไปมีแผนจะเปิดให้ทำได้เสรีไม่จำกัดวงเงิน แต่ขณะนี้ยังอยู่ในการพิจารณาของกระทรวงการคลัง คาดว่าจะประกาศได้ในปี 2556 ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการผ่อนคลายนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทยมีโอกาสไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากร แรงงาน วัตถุดิบ เพื่อเพิ่มศักยภาพและยกระดับการแข่งขันของประเทศ และเตรียมพร้อมรับเออีซี ซึ่งจะเป็นเงินทุนระยะยาว สร้างสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย

2.การอนุญาตให้ลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ จะขยายการอนุญาตให้นิติบุคคล จากเดิม 8 ประเภท เพิ่มเป็น 9 ประเภท คือ ให้เพิ่มนิติบุคคลที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย จากเดิมที่มี 8 ประเภท คือ 1.กบข. 2.กองทุนประกันสังคม 3.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 4.กองทุนรวม 5.บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย 6.บล. 7.สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และ 8.บริษัทที่มีสินทรัพย์ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป

และจะขยายการอนุญาตให้คนไทยไปลงทุนในหลักทรัพย์สกุลเงินตราต่างประเทศในตลาดต่างประเทศ ซึ่งอนุญาตให้ลงทุนในตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศที่ออกและจำหน่ายในประเทศได้ด้วย รวมถึงเตรียมจะยกเลิกการกำหนดวงเงินลงทุนต่อราย เช่น 50 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับนิติบุคคล และ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับบุคคลธรรมดา ให้จำกัดตามวงเงินรวมที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตเท่านั้น

3.การฝากเงินในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (เอฟซีดี) จะผ่อนคลายให้บริหารสภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศได้มากขึ้น โดยให้เปิดบัญชีฝากได้ไม่จำกัดจำนวนและระยะเวลาการฝาก แต่ช่วงเฟสแรกนี้จะเปิดให้กรณีที่มีธุรกรรมการค้าและการลงทุนที่จำเป็นต้องชำระภายในเวลา 1 ปี และมีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศก่อน ส่วนธุรกรรมที่มีระยะเวลา 2 3 4 และ 5 ปีนั้น ยังไม่อนุญาตให้ฝากได้เสรี แต่ ธปท.จะค่อยๆ พิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม กรณีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ไม่มีธุรกรรมการค้าการลงทุนเกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ สามารถฝากในบัญชีเอฟซีดีได้เพียง 5 แสนเหรียญสหรัฐเท่าเดิม

4.การบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจะเปิดให้ยกเลิกสัญญาซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้เสรีในทุกกรณี แต่ในเฟสแรกนี้จะให้ยกเลิกได้เสรีเฉพาะนักลงทุนสถาบัน “5 ประเภท คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม และบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยเท่านั้น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้มากขึ้น

และ 5.ส่วนของมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท ธปท.จะขยายวงเงินให้สถาบันการเงินไทยสามารถให้กู้และกู้ยืมเงินบาทกับนักลงทุนผู้มีถิ่นฐานอยู่นอกประเทศ (NR) ได้ แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท และสถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อแก่ NR ได้ตามธุรกรรมการค้าการลงทุน ทั้งนี้เพื่อให้ NR และสถาบันการเงินมีความสะดวกมากขึ้นในการปล่อยสภาพคล่องและกู้ยืมเงินบาทระหว่างกัน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ NR สามารถลงทุนในสินทรัพย์ไทยโดยมีแหล่งเงินกู้จากในประเทศ และสถาบันการเงินไทยก็สามารถขยายสินเชื่อจากฐานลูกค้า NR ได้

การเปิดให้ NR ทำได้ จะทำในปี 2556 แต่ในปีนี้จะเปิดในส่วนที่เป็นอำนาจของ ธปท.เท่านั้น ซึ่งจากการประเมินเงินทุนไหลเข้าในปีนี้ คาดว่าเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศจะไม่รุนแรงเท่าช่วงที่มีการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ครั้งที่ 1 และคิวอี 2 แม้ว่าเงินทุนไหลเข้าในบางช่วงเวลาของปีนี้อาจจะไหลเข้ามามากขึ้นได้ แต่ก็ไม่น่ามากเท่าคิวอี 1 และ 2 เนื่องจากขณะนี้ราคาหุ้นก็ปรับขึ้นมามากแล้วในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรก็น่าจะลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย บวกกับอัตราแลกเปลี่ยนก็ไม่น่าจะปรับแข็งค่าไปมากนัก ปัจจัยเหล่านี้ไม่น่าจะดึงดูดเงินทุนไหลเข้าได้มากนัก

ในส่วนของเงินทุนไทยไหลออกตามแผนเงินทุนเคลื่อนย้ายนี้ ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ชัดเจน แต่เชื่อว่าปีนี้น่าจะมากกว่าปีที่ผ่านมา ที่มีเงินออกประมาณ 1 หมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐ เพราะครึ่งปีแรกของปีนี้เงินทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศแล้วถึง 6,575 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีนักลงทุนอีกหลายรายที่จะออกไปลงทุนอีก เพียงแต่อาจจะรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอยู่อีกจำนวนหนึ่ง อีกอย่างปีนี้สินทรัพย์ในต่างประเทศมีราคาต่ำ จึงน่าจะเป็นโอกาสดีของทุนไทย

แผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายฯบวกกับเงินทุนที่ต่างชาติที่อาจจะไหลออกจากความเส่ยงเศรษฐกิจโลก จะทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกรุนแรงหรือไม่ ?

เรื่องนี้คิดว่าไม่ เพราะจากการประเมินภาวะเงินทุนไหลเข้ามาปีนี้ไม่มาก จึงไม่น่าจะมีการไหลกลับมาก และดอกาสที่เงินเงินทุนต่างชาติกับเงินทุนไทยออกพร้อมกันในริมาณมากจนเกิดผลกระทบโอกาสเกิดน่าจะน้อย อีกอย่างทุนสำรองที่มีในปัจจุบันประมาณ 2.072.08 แสนล้านเหรียญสหรัฐน่าจะรองรับได้ ในแง่หนึ่งการเปิดให้นักลงทุนไทยไปลงทุนนอก นักลงทุนต้องนำเงินบาทมาซื้อเงินเหรียญสหรัฐออกไป น่าจะดีต่อภาระของธปท.ที่แบกอยู่ในทุนสำรองด้วย เพราะที่ผ่านมาในช่วงที่เงินทุนไหลเข้ามากๆมีแต่ธปท.เท่านั้นที่แอฟซอฟท์ไว้คนเดียว ฉะนั้น การทีภาคเอกชนนำมาบาทมาซื้อเงินเหรียญสหรัฐออกไปน่าจะช่วยลดภาระที่แบกอยู่ของธปทได้ด้วย

การเปิดให้เงินทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศได้เสรี และเปิดให้ยกเลิกสัญญาซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้เสรีจะกระทบให้ค่าเงินบาทผันผวนมากขึ้นหรือไม่ ?

การที่คนไทยซื้อเงินเหรียญสหรัฐออกไปและซื้อพันธบัตรออกไป ส่วนนี้ไม่น่าจะกระทบอัตราแลกเปลี่ยนมากนัก แต่การให้ยกเลิกสัญญาซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนก็คงกระทบค่าเงินบาทผันผวนบ้าง แต่ไม่มาก เพราะเปิดให้ยกเลิกเสรีได้เฉพาะนักลงทุนสถาบัน 5 ประเทภเท่านั้น ปัจจุบันค่าความผันผวนเงินบาทไม่มากอยู่ที่ระดับ 56% ส่วนเงินบาทจากต้นปีถึงปัจจุบันผันผวน 2.67% ซึ่งแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เพราะเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าอยู่ แต่ไม่น่าห่วง เพราะเงินบาทยังเคลื่อนไหวมีเสถียรภาพและเกาะกลุ่มสกุลเงินในภูมิภาค

มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทจะทำให้ธปท.เลิกผ่อนคลายเงินทุนไทยออกไปลงทุนได้มากขึ้นในเฟส 2 ที่กำลังจะทำและที่เตรียมจะพิจารณาทำในปี 2557 ต่อไป ?

การผ่อนคลายในระยะต่อไป ธปท. จะประเมินผลของการผ่อนคลายการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินที่ได้ดำเนินการในปี 25552556 ก่อน และดูความพร้อมด้านระบบข้อมูลในการติดตามเงินทุนเคลื่อนย้าย ความสอดคล้องกับการเปิดเสรีภาคสถาบันการเงิน ความรู้ทางการเงินของนักลงทุนไทย ตลอดจน เสถียรภาพของตลาดการเงินในประเทศก่อน เพื่อพิจาณาผ่อนคลายหลักเกณฑ์อื่น ๆ เพิ่มเติมต่อไปตามความเหมาะสม ซึ่งต้องดูความผันผวนของค่าเงินบาท ความพร้อมนักลงทุน ธุรกรรมที่เปิดให้ทำกระทบอัตราแกลเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างไรด้วย

อนาคตจะเปิดให้บริษัทหลักทรัพย์ กองทุนทองคำ ซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนให้ลูกค้าได้หรือไม่ ?

ขณะนี้เรื่องนี้ยังไม่ตกผลึกทางความคิด ต้องดูผลกระทบและสิ่งแวดล้อมต่างๆก่อน ถ้า บล.เติบโตได้ก้เป็นเรื่องที่ดี แต่การพิจารณาต้องดูให้รอบครอบและต้องหารือกับหน่วยงานที่กำกับบล.ด้วย เพราะธปท.ไม่ได้ดูแล บล.โดยตรง

ถ้าการผ่อนคลายเกิดผลกระทบรุนแรงมีดอกาสที่จะยกเลิกการผ่อนคลายเงินทุนไหลออกหรือไม่?

คิดว่าคงไม่ทำอะไรที่กลับไปกลับมา เพราะก่อนทำก็มีการพิจารณาแล้ว ยกเว้นว่า ต่างชาติขนเงินออกอย่างหนัก อาจจะทบทวน แต่สำหรับคนไทยที่เปิดให้ทำได้สมมุติต่างชาติเอาออกไปได้ แต่ไม่เปิดให้คนไทยออกก็คงไม่ใช่


 

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน