posttoday
หยอดเหรียญ (ได้) แคลอรี!

หยอดเหรียญ (ได้) แคลอรี!

22 ตุลาคม 2555

เห็นรูปประกอบวันนี้แล้วดูแปลกๆ ไหมเอ่ย??

เห็นรูปประกอบวันนี้แล้วดูแปลกๆ ไหมเอ่ย??

นี่เป็นตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ หรือที่เรานิยมเรียกกันว่าตู้หยอดเหรียญ แต่ที่แตกต่างออกไปคือ เป็นตู้กดที่มีคำว่า Calories Count ปะอยู่เด่นชัด พูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็นตู้ซื้อเครื่องดื่มอัตโนมัติแบบหยอดเหรียญที่ผู้บริโภคจะสามารถเห็นข้อมูลได้ก่อนว่า เครื่องดื่มที่กำลังจะกดซื้อนั่น มีปริมาณแคลอรีมากน้อยเพียงไร ดื่มแล้วจะ “อ้วน” ไหม!

เผื่อจะตัดสินใจเลื่อนมือไปกดปุ่มอื่นที่มีแคลอรีต่ำกว่าแทน

เครื่องกดน้ำแบบ Calories Count นี้ เป็นการปรับปรุงเครื่องหยอดเหรียญเพื่อตอบสนองกับคำวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในเครื่องดื่ม โดยเฉพาะประเภทน้ำอัดลม ที่นับวันจะเป็นผู้ต้องหาว่าเป็นตัวการทำลายสุขภาพผู้บริโภคมากขึ้นทุกที ทำให้บริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ของโลก คือ โค้ก เป๊ปซี่ และดอกเตอร์เป๊ปเปอร์ (น่าจะจำใจ) ต้องออกเครื่องขายน้ำอัดลมอัตโนมัติแบบหยอดเหรียญที่จะแจ้งให้ผู้บริโภคได้ทราบก่อนว่า เครื่องดื่มที่จะซื้อนั้น มีแคลอรีอยู่มากน้อยเพียงไร

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการปรับตัวล่วงหน้าก่อนที่จะมีกฎระเบียบบังคับให้ร้านอาหารประเภทร้านเครือข่าย และบรรดาเครื่องหยอดเหรียญซื้อเครื่องดื่มแบบอัตโนมัติ “ต้อง” แจ้งแคลอรีให้ผู้บริโภคทราบ และเป็นที่ทราบกันว่ากฎนี้จะถูกบังคับใช้ในสหรัฐอเมริกาในปีหน้า แต่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าจะเป็นเดือนไหน ผู้ประกอบการก็ชิงลงมือก่อน

หยอดเหรียญ (ได้) แคลอรี!

 

ไมค์ จาค็อบสัน ผู้อำนวยการบริหารของ The Center for Science in the Public Interest ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนเรื่องของความปลอดภัยด้านอาหารและสารอาหาร บอกว่า นี่เป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญมาก จากปัจจุบันที่ผู้บริโภคไม่ได้คิดถึงแคลอรีเลยเมื่อไปซื้อเครื่องดื่มจากตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ แต่หากมีจำนวนแคลอรีมาบอกอยู่บนปุ่มที่จะกดไป ก็จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกได้ดีขึ้น

สมาคมผู้ผลิตเครื่องดื่มแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ 3 รายที่กล่าวก่อนหน้านี้ที่เป็นสมาชิกอยู่ด้วย ประกาศว่า จำนวนแคลอรีของเครื่องดื่มแต่ละชนิดจะปรากฏอยู่ในปุ่มที่ผู้บริโภคจะกดเพื่อซื้อ โดยเครื่องหยอดเหรียญที่มีปุ่มแบบนี้จะถูกนำมาวางในชิคาโกเป็นแห่งแรกในปีหน้า ก่อนที่จะขยายไปทั่วประเทศต่อไป และทำให้บรรดาสำนักข่าวคาดกันว่าจะเกิดการปฏิวัติใหม่ในเครื่องกดน้ำหยอดเหรียญกันมาก โดยคาดว่าเหล่าผู้ประกอบการจะนำเครื่องดื่มที่มีแคลอรีต่ำ หรือไม่มีแคลอรีเข้ามาใส่ไว้ในเครื่องมากขึ้นเพื่อเป็นตัวเลือกให้ผู้บริโภค

ซูซาน นีลี ประธานสมาคมผู้ผลิตเครื่องดื่มแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ได้มีการทำวิจัยทางการตลาดมาก่อนหน้านี้ และพบว่าผู้บริโภคชอบมากที่จะสามารถมีตัวเลือกที่มากขึ้น

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ก่อนหน้านี้เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมตกเป็นจำเลยที่ถูกโจมตีอย่างมากว่าทำให้ผู้บริโภคติด และเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา กรุงนิวยอร์กก็เป็นแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาที่ห้ามการจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานขนาดเกินกว่า 16 ออนซ์ ในร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ และสนามกีฬา

กฎของนิวยอร์กนี้ทำให้ผู้ประกอบการพยายามต่อสู้อย่างแข็งขัน คาดว่าจะมีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ห้ามไม่ให้บังคับใช้กฎนี้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยจำนวนแคลอรี เป็นไปตามคำสั่งของศาลสูงที่สนับสนุนนโยบายด้านสุขภาพโดยรวมของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ซึ่งนโยบายนี้ รวมถึงกฎหมายที่กำหนดให้ร้านอาหารเครือข่ายที่มีมากกว่า 20 สาขาขึ้นไป และผู้ผลิตตู้กดน้ำหยอดเหรียญที่มีมากกว่า 20 ตู้ ต้องเปิดเผยข้อมูลปริมาณแคลอรี

ก่อนหน้านี้ แมคโดนัลด์ คอร์ป ก็เพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนก่อนว่า จะเปิดเผยปริมาณแคลอรีในเมนูทุกอย่างในทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งแมคโดนัลด์บอกว่าเป็นการตัดสินใจแบบสมัครใจ เรียกว่ารับผิดชอบต่อสังคมมาก่อน ซึ่งก็น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่อีกไม่ช้าจะได้เห็นกันทั่วสหรัฐอเมริกา

ในส่วนของน้ำอัดลมนั้น นิตยสาร Beverage Digest บอกว่า ปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มน้ำอัดลมต่อคนในสหรัฐอเมริกาได้ลดลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 เนื่องจากผู้บริโภคมีตัวเลือกที่มากขึ้น เช่น น้ำที่มีรสชาติต่างๆ ชาบรรจุขวด หรือจะเป็นเครื่องดื่มเพื่อให้พลังงานสำหรับนักกีฬา ซึ่งผู้ประกอบการ 3 ยักษ์ใหญ่เองก็ผลิตอยู่ด้วยเหมือนกัน เรียกว่า แม้น้ำอัดลมจะซา แต่ผู้ประกอบการใหญ่ๆ ก็ไม่มีใครตกขบวนในความนิยมเครื่องดื่มประเภทใหม่ๆ

ด้วยแนวโน้มนี้ ทำให้บริษัทผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่มุ่งเน้นที่จะหันไปพัฒนาเครื่องดื่มที่ทำให้ไม่อ้วน หรือเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมที่นับวันยอดขายจะเตี้ยลงๆ และนิตยสารนี้ยังบอกอีกว่า ยอดขายจากตู้อัตโนมัติ คิดเป็น 13% ของยอดขายรวมทั้งหมด เป็นสัดส่วนที่มีมานานแล้วไม่เปลี่ยนแปลง มันจึงเป็นสัดส่วนที่สำคัญ และผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับกับตลาดตู้กดนี้ให้ได้ด้วย

จากภาพรวมทั้งหมดนี้ทำให้เราได้เห็นความชัดเจนว่า แม้สหรัฐอเมริกาจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศเสรี แต่หากพูดถึงสุขอนามัยของประชาชนแล้ว หน่วยงานภาครัฐเขาไม่ยอมให้เสรีมากนัก แต่ได้เข้ามาช่วยพยายามควบคุมการบริโภค เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนป่วยจากภาวะการรับประทานที่ไม่ถูกต้อง แม้บางคนอาจจะมองว่าเป็นการก้าวก่ายสิทธิพลเมือง หรือทำให้หมดความเสรีในเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่แนวคิดนี้ก็แพร่หลายไปในหลายมลรัฐของสหรัฐอเมริกา ที่มีการควบคุมร้านฟาสต์ฟู้ด และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะอเมริกันชนอ้วนเกินขนาดกันเยอะ

ส่วนในบ้านเรายังไม่มีการควบคุมเรื่องนี้ และประชากรของเราก็ยังไม่ได้อ้วนกันมากมาย เพราะเรามีอาหารให้เลือกกันเยอะ แต่ในอนาคตหากเราเดินหน้าเข้าสู่ภาวะเดียวกับประเทศที่เจริญแล้วในแง่ของความเร่งรีบ เราก็อาจจะต้องหันมาคำนึงเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นดูงานของเขาไว้ก่อน คงไม่เสียหายอะไร และอาจจะทำให้เราได้แนวคิดที่ดีเพื่อการป้องกันโรคอ้วนของประชากรไทยในอนาคตได้บ้างซิน่า

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน