posttoday
หวั่นไทยเสียแชมป์อินโดฯโค่นส่งออกอาหารแปรรูป หลังเปิดเออีซี

หวั่นไทยเสียแชมป์อินโดฯโค่นส่งออกอาหารแปรรูป หลังเปิดเออีซี

15 ตุลาคม 2555

นาฬิกานับถอยหลัง เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี สู่การเปิดการค้าเสรีอย่างจริงจังในชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศที่นับวันยิ่งหอมหวานสำหรับนักลงทุน

โดย...ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ

นาฬิกานับถอยหลัง เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี สู่การเปิดการค้าเสรีอย่างจริงจังในชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศที่นับวันยิ่งหอมหวานสำหรับนักลงทุน แม้จะยังมีข้อถกเถียงว่า ใครได้ใครเสีย ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจเครื่องปรุงและส่วนผสมอาหาร ที่ซ้อนแทรกอยู่ในอุตสาหกรรมธุรกิจอาหารที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่ารวมธุรกิจเกี่ยวกับอาหารในประเทศไทยทั้งหมด แบ่งออกเป็นมูลค่าส่งออกราว 1 ล้านล้านบาท!

ในบรรดาประเทศอาเซียนที่ขับเคลื่อนด้วยการเกษตรเป็นหลัก ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยเริ่มออกอาการตุ๊มๆ ต้อมๆ เพราะศักยภาพของเพื่อนบ้านที่เติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ ด้วยจำนวนปากท้องกว่า 250 ล้านคน ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และมากสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ตลาดอินโดนีเซียกลายเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่ถูกจ้องช่วงชิงตาเป็นมัน

แต่แม้ที่ผ่านมาอินโดนีเซียจะมีผลผลิตการเกษตรมาก ก็ยังใช้บริโภคในประเทศในสัดส่วนที่มาก ทำให้ไทยถือว่ายังครองแชมป์การผลิตเพื่อส่งออกมากที่สุด

สำหรับสมรภูมิธุรกิจแล้ว ย่อมไม่มีอะไรแน่นอน เรียกว่า เห็นก่อน มีสิทธิก่อน ทำให้ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย ประเทศไทย เดินหน้าจัดงาน Food Ingredients Asia 2012 (Fi Asia) ครั้งที่ 2 ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยปีนี้มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะธุรกิจเครื่องปรุงและส่วนผสมอาหารกว่า 553 บริษัทจาก 39 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน และมีผู้เข้าชมงานจากแวดวงธุรกิจอาหารอีกกว่า 9,000 คน

หวั่นไทยเสียแชมป์อินโดฯโค่นส่งออกอาหารแปรรูป หลังเปิดเออีซี

 

จำนวนผู้เข้าร่วมจัดงานที่เติบโตขึ้นถึง 60% เป็นเพราะอุตสาหกรรมอาหารในอาเซียนขยายตัว 9-10% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการอาหารประเภทใหม่ๆ ที่ส่งผลถึงดีมานด์ในตลาดเครื่องปรุง และส่วนประกอบอาหาร (อินกริเดียน) ให้เติบโตขึ้นด้วย โดยมูลค่าตลาดอินกริเดียนในอินโดนีเซียสูงถึง 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 40% ของตลาดอาเซียน

“เราวิจัยตลาดอินกริเดียนในอินโดนีเซียตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จึงตัดสินใจจัดงานที่นี่ ด้วยจำนวนประชากร 250 ล้านคน บวกกับเซ็กเตอร์ที่หลากหลาย ทำให้หลายธุรกิจต้องมาอยู่ที่อินโดนีเซีย ยกตัวอย่างเช่น เวชภัณฑ์ ถ้าต้องการทำธุรกิจเพื่อ 250 ล้านคน คงนำเข้าไม่ไหว ต้องลงทุนตั้งโรงงานเพื่อผลิตในประเทศ อินโดนีเซียมีเกาะ 16,000 เกาะ ถ้าอยากทำธุรกิจที่นี่ก็ต้องมาอยู่ที่นี่ เพราะเกาะแต่ละเกาะไม่เหมือนกัน แต่ละที่มีเอกลักษณ์สูง ต้องมาอยู่เพื่อทำความเข้าใจ และประเทศนี้ยังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งของอินโดนีเซีย” เอ็ม กานดิ กรรมการผู้จัดการ ยูบีเอ็ม เอเชีย ประเทศไทย กล่าว

นุชรินทร์ ภารดีวิสุทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัทยูบีเอ็ม เอเชีย ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า..

“อินโดนีเซียเป็นเบอร์หนึ่งหลายงานมาก ทุกคนต้องการเข้ามาตลาดนี้เพราะประชากรเยอะมาก ในขณะที่ตลาดอเมริกาทรงๆยังไม่ค่อยดีขึ้น ยุโรปก็แย่ เดี๋ยวนี้พอรู้ว่าเราเป็นอาเซียนมีแต่คนต้อนรับเอเชีย เพราะเขาถือว่าตลาดอาเซียนโตขึ้นมาเร็วมาก จีนก็เริ่มทรงๆน่าห่วงเรื่องเงินเฟ้อ ตลาดอินโดนีเซียอันดับ 1 เรื่องอาหาร ดูง่ายๆว่าคนเยอะ ธุรกิจก็เป็นเรื่องของกิน อาหารเป็นเรื่องพื้นฐาน”

ขณะที่มูลค่าตลาดอินกริเดียนอินโดนีเซียเป็นอันดับ 1 ส่วนประเทศไทยเป็นอันดับ 2 แต่ถ้าดูอัตราการเติบโตเป็นเปอร์เซ็นต์เวียดนามเป็นอันดับ 2 เพราะเมืองไทยตลาดใหญ่ แต่โตไม่มาก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ตลาดอินกริเดียนอินโดนีเซียเป็นอันดับ 1 คือ ประชากรเยอะมากทำให้ต้องการมาก ซึ่งตลาดอินกริเดียนต้องเน้นอาหารที่ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิต พูดง่ายๆ ช่วยยืดอายุของบนชั้นขายในซูเปอร์มาร์เก็ตยาวขึ้น ซึ่งมีส่วนประกอบอาหารสำคัญมาก

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่าทิศทางของธุรกิจเครื่องปรุงและส่วนผสมอาหารมุ่งเน้นไปที่เรื่องของสุขภาพและวัตถุดิบจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นเทรนด์ของงานทีเดียว

Fi ผู้ร่วมงานไม่ได้มาแล้วสั่งของเลย แต่มาเพื่อหาวิธีแก้ปัญหา เช่น ถ้าทำแยม ถ้าเพิ่มสีเข้าไปแล้วแยมเหลว ก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหา แต่ต้องปลอดภัยด้วย

“ตลาดอินโดนีเซียใหญ่กว่าบ้านเรามาก เป็นตลาดที่กำลังพัฒนา วัตถุดิบถูกกว่า ค่าแรงก็ถูกกว่า เราก็ต้องมาดูว่าต้องปรับตัวยังไงบ้าง ซึ่งถ้าค่าแรงกระทบมากเราก็อาจต้องลดจำนวนการผลิตที่ใช้แรงงานคน อาจจะหาเครื่องจักรมาช่วย” สุรนารถ กิตติรัตนเดช ผู้จัดการทั่วไปบริษัท พรีเมี่ยมฟูดส์ หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตไทยที่เดินทางไปร่วมออกบูธให้เหตุผล

ดรุณี เอ็ดเวิร์ดส นายกสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นประเด็นที่ต่างชาติหันมาสั่งอินกริเดียนจากอินโดนีเซียมากขึ้น เพราะราคาถูกกว่าเมืองไทย แต่เมืองไทยยังเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติเรื่องอาหารที่สะอาดและมีคุณภาพมากกว่า ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันทั่วโลกที่ให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ขณะที่ข้อได้เปรียบของไทยคือ เมืองไทยมีศักยภาพมากที่จะทำ By Product ให้เป็นอินกริเดียนสุขภาพราคาแพง แต่ต้องผ่านขั้นตอนการศึกษาและรักษามาตรฐานให้ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับ ซึ่งขณะนี้ถือได้ว่าเรื่องอินกริเดียนเมืองไทย ยังก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน รวมไปถึงอุตสาหกรรมอาหารหลายชนิดที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 เช่น สับปะรดกระป๋อง ข้าว

เป็นข้าวสารอันดับ 1 ของโลก ตอนนี้เราทำอะไรที่มากกว่าพวกนี้ เช่น ตอนนี้เราส่งเนื้อปลาฟิลเล่ ส่วนเกล็ดที่ขอดทิ้ง สามารถนำมาผ่านขบวนการสกัดกลายเป็นคอลลาเจน ที่ราคาแพงมาก สามารถนำไปใส่ในอาหารกลายเป็นอาหารเสริมสุขภาพ หรือใส่ในเครื่องสำอาง ทำให้เปล่งปลั่งได้ นอกจากนี้ เปลือกมังคุดตากแห้งสามารถนำไปสกัดสาร antioxidant สารต้านอนุมูลอิสระขายในราคาแพงมาก ซึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นสั่งซื้อไปจำนวนมาก หรืออย่างน้ำไขมันที่เหลือจากการแปรรูปปลาทูน่าลงกระป๋อง ที่เมื่อนำไปวิจัย สามารถผลิตเป็นฟิชออย เป็นไขมันที่มีโอเมก้า3 ได้นอกจากนี้ ยังมีการสกัดสารจากเม็ดลำไย ซึ่งเชื่อว่ามีคุณสมบัติที่ดีในการดูแลข้อเข่า หรือแม้แต่สารที่สกัดจากใบมะยมที่ว่ากันว่า ช่วยบรรเทาอาการอัลไซเมอร์

ดังนั้น นอกเหนือไปจากการรู้ตลาด เข้าใจเทรนด์ส่วนประกอบในอาหารแปรรูปแล้ว ต้องปรับตัวให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพ ความสะอาด และมาตรฐานซึ่งไทยเรายังได้เปรียบมาก

อีกเพียง 2 ปี นาฬิกากำลังนับถอยหลังนี้ จะสิ้นเสียงที่ระฆังแห่งความรุ่งโรจน์หรือระเบิดเวลา... ต้องรอดู!

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน