
คีรี เลือกแล้วธุรกิจขนส่งมวลชน
“คีรี กาญจนพาสน์” ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อโครงสร้างพื้นฐานของไทย ที่บุกเบิกเส้นทางรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย
โดย...พนิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
“คีรี กาญจนพาสน์” ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อโครงสร้างพื้นฐานของไทย ที่บุกเบิกเส้นทางรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย ที่ดำเนินการจนครบ 13 ปี พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง เมื่อ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) นำบริษัทลูก บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
“VGI ธุรกิจสื่อเข้าตลาดหุ้น ทำให้ผู้ลงทุนเมื่อมองมายัง BTS จะเห็นความชัดเจนว่าเป็นหุ้นขนส่งมวลชน และเป็นธุรกิจที่ทาง BTSเลือกแล้ว แม้ว่าการทำงานของผมในเมืองไทยจะเริ่มต้นจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ตาม แต่ขณะนี้ผู้เล่นในตลาดมีจำนวนมาก และเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้อีกสูง” คีรี ในฐานะประธานกรรมการ BTS กล่าว
กลุ่ม BTS จะมีรายได้มาจาก 4 กลุ่มธุรกิจ คือ รถไฟฟ้า อสังหาริมทรัพย์ VGI และสมาร์ตการ์ด ปัจจุบันนี้ได้นำธุรกิจรถไฟฟ้าและ VGI เข้าตลาดหุ้นแล้ว ส่วนอสังหาริมทรัพย์และสมาร์ตการ์ด คงจะมีการแยกธุรกิจให้ชัดเจนในอนาคตอันใกล้นี้
ประธานกรรมการ บีทีเอส กรุ๊ป ยังฉายภาพให้เห็นอีกว่า ไม่อยากให้ผู้ลงทุนมองเข้ามาแล้วเห็นความหลากหลายของธุรกิจ เมื่อ VGI มีความแข็งแรงจึงนำเข้าตลาดหุ้น เพราะหากสามารถพึ่งพาตลาดหลักทรัพย์ในการขยายตัวเหมือนเช่นที่ BTS ทำมาแล้วเมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการปรับโครงสร้าง เปลี่ยนหมวดธุรกิจจากอสังหาริมทรัพย์เข้าสู่หมวดขนส่งมวลชน พร้อมกับการเปลี่ยนชื่อ
ผลของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พบว่า มูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของ BTS ในวันนั้น อยู่ที่ระดับ 5,000 ล้านบาท ระยะเวลากว่า 2 ปี มาวันนี้ได้ขึ้นมาแตะระดับ 6 หมื่นล้านบาท เรียกได้ว่าขยาย 10 เท่าตัว
ขณะเดียวกันก็หวังว่า VGI จะสามารถพึ่งพาตลาดหลักทรัพย์ในการขยายตัวได้ โดยไม่หวังว่าจะขยายตัวในระดับ 10 เท่าเหมือนกับบีทีเอส แต่อย่างน้อยหวังว่า 12 ปีนี้ มาร์เก็ตแคปน่าจะโตอีกเท่าตัวได้ เพราะหากธุรกิจเป็นไปตามแผนที่วางไว้
VGI เข้าตลาดหุ้นวันแรกไม่ได้ทำให้คนชื่อ “คีรี” ผิดหวัง เปิดตลาดราคาก้าวกระโดด 57 บาท ให้ผลตอบแทนกับผู้จองซื้อไอพีโอ 62% จากราคาจองซื้อที่ 35 บาท
ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ “คีรี” ยอมรับว่า จำนวนผู้เล่นในตลาดมีมาก ทำให้จำนวนสินค้าในตลาดมีมาก ดังนั้นนโยบายของบีทีเอสต่อธุรกิจนี้ คงจะชะลอการพัฒนาที่ดินออกไปก่อน เว้นแต่ว่าจะมีพันธมิตรที่ดีเข้ามาร่วมพัฒนา หรือไม่เช่นนั้นก็อาจขายที่ดินหากมีผู้เสนอราคาในอัตราที่เหมาะสม และโชคดีที่ว่าจำนวนที่ดินที่มีอยู่ในมือนั้นทางบีทีเอสไม่มีภาระ ทำให้ไม่มีแรงกดดันทางด้านการเงิน จึงไม่มีความเร่งร้อนใด
เมื่อจัดภาพโครงสร้างธุรกิจชัดเจน “คีรี” กล่าวว่า BTS มีความพร้อมในการรุกธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งมวลชนอย่างเต็มสูบ อาศัยแบรนด์ “BTS” ซึ่งมีความเชื่อมั่นว่าสามารถสร้างมูลค่าและสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสายได้ จากประสบการณ์ในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้ชาวกรุงเทพฯ และประชาชน เข้าใจว่าการใช้ระบบรถไฟฟ้าสาธารณะนั้นมีความสำคัญและเป็นที่ต้องการในระดับสูง
นอกจากนี้ หากทางการเปิดประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ส้ม หรือสีเขียว มูลค่าโครงการรวมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ทาง BTS พร้อมเข้าร่วมประมูลทุกแนวทางไม่ว่าร่วมให้บริการเดินรถหรือก่อสร้าง หรืออยากให้ทาง BTS ลงทุนก่อน 100% ก็มีความพร้อม เพราะมั่นใจว่าศักยภาพที่มีสามารถระดมทุนได้หลายวิธี อาศัยการออกตราสารที่มีอยู่ทุกประเภท ไม่ว่าตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ เป็นต้น สามารถทำได้ทั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าเส้นเดินรถไฟฟ้าหมอชิตสะพานใหม่ ถือว่าเป็นสายเร่งด่วนที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการก่อสร้างโดยเร็วที่สุด เนื่องจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่มีอยู่สูง เพราะมีสถานที่สำคัญทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และศูนย์การค้า ดังนั้นหากก่อสร้างล่าช้าจะทำให้การก่อสร้างมีความยากขึ้น
“ตลอด 2 ปีที่ BTS อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้มีการระดมทุนเป็นเงินกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท เรามั่นใจว่าจะอาศัยตลาดทุนเป็นแหล่งในการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง และผมว่า BTS มีความพร้อมที่สุดแล้ว ผมไม่รู้ว่ามีผู้ประกอบการกี่รายจะเสนอตัวเข้าร่วมประมูล แต่ผมคิดว่าการลงทุนทำธุรกิจขนส่งมวลชนไม่ง่าย ใช้ทุนสูงมาก และผลงานที่ผ่านมาเป็นสิ่งสำคัญเราพิสูจน์ให้ผู้โดยสารเห็นว่า มั่นใจในการให้บริการของ BTS และพร้อมจะสนับสนุนเราต่อไปไหม ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก”
ประธาน บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานในเมืองไทยเป็นเรื่องที่ลำบากมาก หากใครคิดจะทำ ขอให้คิดให้ดีก่อนทำ หากเริ่มต้นแล้วคุณผ่านได้หลังจากนั้นจะมีความมั่นคง แต่หากเริ่มแล้วไปต่อไม่ได้ก็อาจหมดตัวได้ แต่ยังเลือกจะทำ แม้จะต้องผ่านการฟื้นฟูมามาก แต่เป็นเส้นทางที่เลือกแล้วและถอยไม่ได้ เหมือนกับสุภาษิตจีนที่ว่า “เมื่อเราเอาแชมพูใส่หัวแล้ว ไม่ล้างไม่ได้”







