
โทรทัศน์ดิจิตอล ไม่พร้อม-ไม่ชัด-ผูกขาด
ต่อจากงานประมูล 3จี คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ต่อจากงานประมูล 3จี คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
มีงานใหญ่ในส่วนของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ นั่นคือการเปิดประมูลโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้เร่งออกร่างประกาศหลักเกณฑ์ในการประกอบกิจการต่างๆ มากมาย
วันนี้เราอยู่ในยุคเทคโนโลยีนำสังคม เพราะฉะนั้นเรื่องก้าวสู่ดิจิตอลไม่ได้เป็นเรื่องยาก แต่ความพร้อมสำหรับทุกภาคส่วนในวันนี้มีมากน้อยเพียงใด ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดโครงการลานเกียร์ จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “การเตรียมความพร้อมการแพร่ภาพโทรทัศน์ระบบดิจิตอลภาคพื้นดิน” เพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
สำหรับการก้าวสู่ทีวีดิจิตอลนั้น ภาคเอกชนโดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ช่องใหญ่ทั้ง 3 5 7 9 11 และไทยพีบีเอส ต่างมีความพร้อมแล้ว อย่างช่อง 7 ศรัณย์ วิรุตมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์ กล่าวว่า ช่อง 7 ได้ใช้ระบบส่งออกอากาศแบบดิจิตอลพื้นฐาน (SD) มา 7-8 ปีแล้ว ขณะที่ใน 4 ปีหลัง ได้ใช้ระบบการผลิตและออกอากาศในระบบความคมชัดสูง (HD) แล้วด้วยซ้ำ และวันนี้กำลังก้าวสู่เทคโนโลยีซูเปอร์ HD
“ช่อง 7 มีความพร้อมในทุกด้าน เพราะได้เตรียมลงทุนมาแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ระบบดิจิตอลพื้นฐาน วันนี้ได้ใช้ระบบการส่งออกอากาศเป็นเอชดีแล้ว ทั้งรายการข่าว ละครต่างๆ และวันนี้เทคโนโลยีกำลังก้าวสู่ซูเปอร์เอชดี หรือโฟร์เค (4K) ซึ่งจะมีความคมชัดขึ้นไปอีกขั้น รอเพียงความชัดเจนของ กสทช.เท่านั้น ว่าจะกำหนดคุณสมบัติของผู้ประมูลอย่างไรและราคาเท่าไหร่” ศรัณย์ กล่าว
ปัจจัยสำคัญคือภาครับ ซึ่งหมายถึงผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่ม และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในกระบวนการออกอากาศโทรทัศน์ทั้งระบบ ทั้งผู้ผลิตรายการ ผู้โฆษณา ผู้ผลิตกล่องรับสัญญาณ รวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องจะก้าวทันเทคโนโลยีหรือไม่
ตามประกาศของ กสทช. ในปี 2556 จะเปิดบริการทีวีดิจิตอลจำนวน 48 ช่อง 12 ช่อง เป็นบริการชุมชน 12 ช่อง เป็นบริการสาธารณะ ซึ่งจะใช้วิธีประกวด หรือบิวตีคอนเทสต์ ส่วนการประมูลทีวีดิจิตอลจะเกิดขึ้นในส่วนของภาคธุรกิจจำนวน 12 ช่อง แบ่งเป็นช่องสำหรับเด็ก-เยาวชน-ครอบครัว 5 ช่อง ช่องข่าวสาร-สารประโยชน์ 5 ช่อง และช่องทั่วไปในระบบ SD 10 ช่อง และช่องทั่วไประบบ HD 4 ช่อง
นอกจากนี้ กสทช. ได้จัดแบ่งประเภทใบอนุญาตเป็น 4 ใบอนุญาต ได้แก่ ใบอนุญาตโครงข่าย ใบอนุญาตสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ พวกเสาส่งออกอากาศ ตึก อาคารต่างๆ ใบอนุญาตช่องรายการ หรือผู้ผลิตเนื้อหา (คอนเทนต์) ซึ่งในส่วนนี้ กสทช.ได้กำหนดเบื้องต้นแล้วจะคิดค่าใบอนุญาตไม่เกิน 500 ล้านบาท ระยะเวลา 15 ปี และใบอนุญาตโปรแกรมประยุกต์ หรือพวกแอพพลิเคชันต่างๆ ที่จะบริการเสริมเข้าไปในทีวีระบบดิจิตอล
สิ่งที่แตกต่างไปจากการประกอบการโทรทัศน์เดิม คือ ที่ผ่านมาสถานีโทรทัศน์จะเป็นผู้ลงทุนตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งโครงข่าย เสาส่งสัญญาณออกอากาศ ผลิตรายการ แต่ทีวีดิจิตอลของ กสทช.ได้แตกเป็นส่วนๆ และออกเป็นใบอนุญาตในแต่ละประเภท ซึ่งในส่วนของช่อง 7 ยืนยันที่จะยื่นขอใบอนุญาตในทุกส่วน เพื่อจะสร้างโครงข่ายของตัวเอง เพราะไม่แน่ใจว่าการใช้โครงข่ายของผู้ประกอบการรายอื่น ในทางปฏิบัติจะเกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบใดๆ หรือไม่
“นโยบายของเราอยากพึ่งตัวเองทั้งหมด เพราะการใช้โครงข่ายของคนอื่น ไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาหรือไม่ สำหรับธุรกิจโทรทัศน์แล้ว หากหายไป 5 นาที ถือเป็นรายได้มหาศาล เพราะฉะนั้นสำหรับช่อง 7 จะต้องไม่มีจอดำเด็ดขาด” ศรัณย์ กล่าว
ในแง่การลงทุนนั้น ต่างมุมมองระหว่างช่อง 7 ในฐานะที่ต้องการลงทุนเองครบทั้งหมด ต้องใช้งบค่อนข้างสูงมาก อาจจะสูงกว่าระบบโทรทัศน์แบบปกติเป็นเท่าตัว แต่ ไพโรจน์ ปิ่นแก้ว ที่ปรึกษาบริษัท บีอีซี เวิลด์ ผู้บริหารช่อง 3 กลับมองว่า หากมีการใช้โครงข่ายที่มีอยู่เดิม ซึ่งสถานีโทรทัศน์แต่ละช่องได้ลงทุนการส่งออกอากาศในระบบดิจิตอลอยู่แล้ว มีประมาณ 50 สถานีเครือข่าย สามารถใช้ได้เลย ที่ต้องลงทุนเพิ่ม คือ เป็นจุดเสริมที่ลงทุนไม่มากนัก
สำหรับข้อกำหนดตามประกาศของ กสทช. ให้การออกอากาศทีวีดิจิตอลต้องครอบคลุมประมาณ 80% ของครัวเรือนไทย ปัจจุบันหากใช้สถานีส่งเดิมจะต้องเพิ่มจุดย่อยอีกประมาณ 140 จุด เพื่อให้ครอบคลุมตามที่กฎหมายกำหนด และในเขตเทศบาลเมืองจะต้องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลได้ผ่านเสาอากาศก้างปลา
สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการ กสทช. กล่าวว่า ในกรณีของทีวีดิจิตอล การแบ่งใบอนุญาตประเภทต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจด้านโทรคมนาคมเข้ามาเป็นผู้ให้บริการโครงข่าย ซึ่งจะกลายเป็นกระดูกสันหลังของกิจการด้านกระจายเสียงไปด้วย สิ่งที่น่าคิดต่อ คือ ทำอย่างไรไม่ให้เกิดการผูกขาดขึ้น เพราะขณะนี้ผู้ให้บริการโทรคมรายหนึ่งของไทยได้เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดาวเทียมแต่เพียงผู้เดียวในขณะนี้ และก้าวสู่การประมูล 3จี และทีวีดิจิตอล
“ทีวีดิจิตอลจะเป็นด่านสุดท้ายที่ผู้ประกอบการรายนี้จะเข้ามาประมูล และในฐานะ กสทช. ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดการผูกขาด การดูแลเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมถึงการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เป็นเรื่องที่ กสทช.จะต้องกำหนดให้ชัดเจน” สุภิญญา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ร่างประกาศเกี่ยวกับการให้ใบอนุญาตยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียดทั้งหมดที่ภาคเอกชนได้ยกขึ้นมา ทั้งคุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาต ผู้ประมูล และเกณฑ์ต่างๆ ในการกำกับดูแล ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมต้องเฝ้าติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดว่าสุดท้ายการบริหารจัดการคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของ กสทช.ครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป หรือจะตกไปอยู่ในกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด







