
‘กองทุนภัยพิบัติ’ไม่ต้องส่งต่อครม.แก้หลักเกณฑ์ให้รับเองกสิกรไทยโดดร่วมดูแลบ้าน
ครม.ไฟเขียวปรับรูปแบบกองทุนภัยพิบัติเลิกส่งต่อไปต่างประเทศ ให้รับประกันภัยนาข้าว
ครม.ไฟเขียวปรับรูปแบบกองทุนภัยพิบัติเลิกส่งต่อไปต่างประเทศ ให้รับประกันภัยนาข้าว
นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ปรับหลักเกณฑ์การดำเนินงานกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ โดยให้ตัดข้อความที่เดิมกำหนดให้กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติทำประกันภัยแล้ว จะต้องทำประกันภัยต่อกับบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ โดยให้ตัดข้อความเรื่องการทำประกันภัยต่อกับบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศออกไป ซึ่งทำให้กองทุนฯ รับภาระความเสี่ยงทั้งหมด
นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติให้กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติดำเนินการโครงการรับประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2555 ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. 2555 โดยยกเลิกการกำหนดเบี้ยประกันภัยที่กำหนดไว้ 210 บาทต่อไร่ ตามมติ ครม. วันที่ 26 มิ.ย. 2555
ขณะที่การกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยนาข้าวที่เสียหายจากภัยต่างๆ 6 ภัย ได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย ให้เป็นอำนาจของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติกำหนดเบี้ยประกันภัยในอัตราที่เหมาะสมกว่าอัตราตลาด
เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกองทุนฯ มีมติเห็นชอบรูปแบบการให้กองทุนประกันภัยพิบัติรับประกันภัยนาข้าวแล้ว พร้อมทั้งให้เอกชนผู้รับประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการในสัดส่วน 0.25%
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังประเมินว่า กรณีมีการรับประกันภัยนาข้าวพื้นที่ 4 ไร่ และเกิดความเสียหายกรณีเลวร้ายที่สุด กองทุนจะมีภาระในการจ่ายสินไหมทดแทนประมาณ 4,444 ล้านบาท
ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างไม่คาดคิดในประเทศไทยหลายครั้ง ทั้งเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิในปี 2547 มหาอุทกภัยในปี 2554 และเหตุการณ์น้ำท่วม ลมพายุ แผ่นดินไหวที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่อยู่อาศัยรวมถึงทรัพย์สินต่างๆ ของประชาชน ธนาคารกสิกรไทยจึงออกบริการประกันภัยพิบัติ เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาระความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ สำหรับลูกค้าสินเชื่อบ้านกสิกรไทยในวงเงินคุ้มครองสูงสุด 1 แสนบาท
บริษัท เมืองไทยประกันภัย และกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ จะให้ความคุ้มครองความเสียหายของที่อยู่อาศัยจากภัยธรรมชาติ ซึ่งเข้าเงื่อนไขที่เป็นภัยพิบัติเช่น คณะรัฐมนตรีประกาศเป็นสถานการณ์ภัยพิบัติรุนแรง หรือในกรณีที่แผ่นดินไหวมีความรุนแรงตั้งแต่ 7 ริกเตอร์ขึ้นไป หรือความเร็วลมพายุตั้งแต่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ในกรณีอุทกภัย ผู้เอาประกันภัยจะได้รับการชดเชยตามระดับน้ำที่เข้าท่วมในพื้นที่อาคาร คือ ระดับน้ำท่วม 30 เซนติเมตร จะได้รับชดใช้ค่าเสียหาย 3 หมื่นบาท ระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร ได้รับ 50,000 บาท ระดับน้ำท่วม 75 เซนติเมตร ได้รับ 75,000 บาท ระดับน้ำท่วม 100 เซนติเมตรขึ้นไป ได้รับ 1 แสนบาท โดยจะคิดเบี้ยประกันภัยรวมภาษีและอากรแสตมป์ 537.14 บาท มีระยะเวลาประกันภัย 1 ปี
นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังมีทางเลือกเพิ่มเติมให้แก่ลูกค้าสินเชื่อบ้านกสิกรไทยในการทำประกันภัยคุ้มครองภัยธรรมชาติทั่วไป ควบคู่กับประกันภัยพิบัติ ซึ่งจะครอบคลุมความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติทั่วไปมากขึ้น ทั้งจากลมพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ และภัยจากลูกเห็บ โดยเมื่อเกิดความเสียหาย บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จะพิจารณาจ่ายชดเชยค่าเสียหายซึ่งไม่เข้าเงี่อนไขที่เป็นภัยพิบัติตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ในวงเงินคุ้มครองสูงสุด 1 แสนบาทต่อปี ค่าเบี้ยประกันภัยรวมภาษีและอากรแสตมป์ 645.21 บาท มีระยะเวลาประกันภัย 1 ปี
นายชาติชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันภัยธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ มักจะเกิดบ่อยขึ้น มีความรุนแรงมากขึ้น และมักจะเกิดในพื้นที่ที่ไม่คาดหมายมาก่อน ดังนั้นการทำประกันภัยพิบัติและประกันภัยคุ้มครองภัยธรรมชาติทั่วไป ทำให้ลูกค้าอุ่นใจขึ้นในการเป็นทางเลือกที่จะช่วยลดภาระความเสียหาย ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เจ้าหน้าที่สินเชื่อบ้านกสิกรไทย หรือติดต่อเมืองไทยประกันภัย คอลเซ็นเตอร์ โทร.1484 m







