posttoday
ภูมิสถาปัตย์กับเมืองสร้างสรรค์

ภูมิสถาปัตย์กับเมืองสร้างสรรค์

23 มีนาคม 2553

....ยศพล บุญสม

เราต้องอดทนหรือทนอยู่ในเมืองที่มีสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่กันไปอีกนานไหม และเมื่อไหร่กรุงเทพฯ จะพัฒนาไปสู่มหานครสร้างสรรค์เช่นเมืองชั้นนำอื่นๆ ของโลก คำถามเหล่านี้อาจอยู่ในใจของใครหลายคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เมืองที่ถึงแม้จะมีความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ แต่ก็เต็มไปด้วยปัญหาและความท้าทายทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเฉกเช่นเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วโลก

การทำเมืองให้น่าอยู่เพื่อดึงดูดการลงทุน และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพลเมือง ล้วนเป็นประเด็นที่เมืองทุกเมืองในโลกต่างกำหนดเป็นเป้าหมาย ภูมิสถาปนิกเป็นอีกหนึ่งกลไกที่เป็นได้มากกว่าการทำสวนสวยในการช่วยออกแบบและวางผัง เพื่อพัฒนาพื้นที่สาธารณะของเมืองให้สอดคล้องกับสภาพสังคมวัฒนธรรม และความยั่งยืนทางธรรมชาติ

เมืองอย่าง กรุงโซล ได้รับเลือกให้เป็น Design Capital ในปี 2010 จากการเป็นเมืองที่มีความเด่นชัดในการใช้ Design ในการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ โดยเฉพาะการปรับปรุงพื้นที่ Public Space ที่ช่วยให้เมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เช่น

โครงการปรับปรุงคลอง Cheongey cheon ที่เน่าเสีย ให้กลายเป็นพื้นที่เพื่อการพักผ่อนของเมือง ที่ส่งผลดีต่อทั้งผู้คนและระบบนิเวศ

โครงการปรับปรุง Gwanghwamun Plaza ซึ่งเป็นถนนประวัติศาสตร์ของเมือง ให้สามารถรองรับกิจกรรมทางวัฒนธรรม และคงคุณค่าทางประวัติ ศาสตร์ให้ผู้คนได้ภาคภูมิใจ

โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ของแม่น้ำ Hans ให้เป็นพื้นที่เพื่อการพักผ่อน ที่หลอมรวมกิจกรรมทางวัฒนธรรม การพักอาศัย และรักษาไว้ซึ่งความยั่งยืนทางธรรมชาติ

เมืองโตเกียว ที่ถึงแม้จะพลาดจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี 2016 แต่โตเกียวก็ได้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ในการใช้มหกรรมการกีฬาในการชุบชีวิตเมืองผ่านการพัฒนา Space หรือ Void ในเนื้อเมืองเดิม ให้เป็นสถานที่เพื่อการพักผ่อนและทำกิจกรรมในช่วงโอลิมปิก

ฮ่องกง เมืองที่กิจกรรมต่างๆ ถูกอัดแน่นลงบนพื้นที่อันจำกัด เหมือนเป็น Manhattan แห่งตะวันออก ที่ถึงแม้จะเป็นเสน่ห์แต่ก็แฝงไว้ด้วยปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม และการขาดพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ แผนการพัฒนาระบบพื้นที่สีเขียวและกลุ่มอาคารในบริเวณ Central Waterfront จึงได้เกิดขึ้น

ส่วนสิงคโปร์ เมืองเล็กๆ แห่งนี้ได้แสดงให้โลกเห็นถึงการเป็นผู้นำในการใช้นโยบายการพัฒนาพื้นที่สีเขียวที่ช่วยให้เมืองมีสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่และดึงดูดผู้คนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน สิงคโปร์กำลังพัฒนาสู่การเป็นเมืองที่มีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอบรับกับความท้าทายในอนาคตทั้งในเรื่องของการแสวงหาแหล่งพลังงานยั่งยืน

การสร้างแหล่งน้ำจืดและอาหาร การสร้างรูปแบบที่พักอาศัยที่ตอบรับกับการเพิ่มขึ้นของประชากร และที่สำคัญการสร้างเมืองให้คงความน่าสนใจ/น่าอยู่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างๆ ดังจะเห็นได้จากโครงการต่างๆ เช่น การพัฒนาพื้นที่รอบๆ New Marina Bay การพลิกฟื้นเกาะ Sentosa ด้วย Resort World Project การสร้าง Hub ทางศิลปะ การศึกษา การวิจัยและธุรกิจ

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่สาธารณะและลักษณะกายภาพของเมือง มีบทบาทสำคัญพอๆ กับการพัฒนา Software หรือศักยภาพของผู้คนต่อการเป็นเมืองสร้างสรรค์

เพราะเมืองสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะนวัตกรรมสินค้า (Product) หรือการบริโภคทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญ หากแต่สินค้า กิจกรรม และความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้น ต้องอาศัย Place ในการบ่มเพาะ ดำรงอยู่ และวิวัฒนาการเพื่อที่เมืองจะคงความสามารถในการผลิตความสร้างสรรค์นั้นได้

พื้นที่สาธารณะของเมืองจึงต้องถูกออกแบบเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว หากแต่พื้นที่สาธารณะเหล่านั้น ยังต้องตอบความท้าทายของเมืองในประเด็นทางสิ่งแวดล้อมในยุคที่ปัญหาโลกร้อนต่างรุมเร้า ภูมิสถาปัตยกรรม คือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการแปลความต้องการและความท้าทายทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นให้ออกมาเป็นกายภาพ ในการตอบรับและเตรียมพร้อมกับความท้าทายเหล่านั้น

สำหรับกรุงเทพฯ สิ่งที่เป็นอุปสรรคของการพัฒนาสู่เมืองสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ อาจเริ่มตั้งแต่การขาดความเข้าใจต่อบทบาท หรือศักยภาพที่สำคัญของการใช้พื้นที่สาธารณะ เป็นตัวบ่มเพาะให้เกิดความสร้างสรรค์ เพราะพื้นที่เหล่านี้สามารถสร้างเสริมให้ผู้คนได้พูดคุย แลกเปลี่ยน และบันดาลความคิดดีๆ ให้เกิดขึ้นได้

พื้นที่สาธารณะนี้อาจรวมถึงโอกาสที่เปิดกว้างต่อสิ่งใหม่และคนรุ่นใหม่ให้ได้ปลดปล่อย และรับผิดชอบต่ออนาคตของเมืองนี้ร่วมกับคนรุ่นก่อน พื้นที่สาธารณะที่ดีไม่ใช่แค่การเพิ่มตัวเลขพื้นที่สีเขียวที่ใช้ไม่ได้จริง หากแต่ต้องหลอมรวมพื้นที่เหล่านี้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้คนในยุคปัจจุบันและอนาคตที่มีความหลากหลาย ไม่หยุดนิ่ง และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ด้วยความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากระบบเศรษฐกิจและปัญหาสิ่งแวดล้อม อาจเป็นตัวบีบรัดให้เมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และอาจเป็นตัวเร่งเร้าการตัดสินใจของผู้มีอำนาจให้นำไปสู่การปฏิบัติจริงเสียที

อีกหนทางหนึ่ง คือ การที่เราทุกคนหันมาสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อบ่มเพาะความสร้างสรรค์และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมของเมืองด้วยตัวเองผ่านสวนหลังบ้าน ทางเท้าหน้าบ้าน ผนังอาคารสีเขียว Plaza หน้าห้างสรรพสินค้า ป้ายรถเมล์ และอีกหลายๆ ที่ ที่ความคิดสร้างสรรค์สามารถก่อเกิดและบ่มเพาะได้รอบๆ ตัว ในเมืองที่เราหวังว่าจะสร้างสรรค์ได้สักวันหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน