
ข้อดี-ข้อเสีย จดทะเบียนบ้านเดี่ยวเป็นคอนโด
...นคร มธุศรี
คอนโดมิเนียมไม่มีจำกัดความสูงความต่ำ แปลว่า ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนก็สามารถนำไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ตามกฎหมาย
1 ใน 45 คุณสมบัติ พ.ร.บ.อาคารชุดบัญญัติไว้ว่า ในอาคารนั้นๆ ต้องมีทรัพย์สินแบ่งแยกออกได้เป็น 2 ส่วน คือ
“ทรัพย์ส่วนบุคคล” และ “ทรัพย์ส่วนกลาง”ทรัพย์ส่วนบุคคลไม่ต้องอรรถาธิบายความยาว เพราะมีหนังสือกรรมสิทธิ์หรือโฉนดห้องชุดกำกับชัดเจนแจ่มแจ้งทุกราย แต่ทรัพย์ส่วนกลางกฎหมายคอนโดมิเนียมกำหนดและขยายความเอาไว้เพียงประโยคสั้นๆ ว่า
“
อาคารและส่วนของอาคารรวมทั้งโครงสร้าง อีกทั้งสิ่งก่อสร้างเพื่อความมั่นคงแข็งแรงและเพื่อป้องกันความเสียหายต่อตัวอาคารชุดถือเป็นทรัพย์ส่วนกลาง”แปลไทยเป็นไทย ทรัพย์ส่วนกลางตามบทบัญญัติข้อกฎหมายข้างต้นน่าจะหมายถึง เสา คาน ผนัง และหลังคา นั่นแหละ
ด้วยข้อจำกัดนี้จึงไม่มีดีเวลอปเปอร์รายใดสามารถนำ
“บ้านเดี่ยว” ไปจดทะเบียนเป็นคอนโดมิเนียมได้ แต่ปัจจุบันกำลังมีการนำเอาบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ ไปยื่นขอจดทะเบียนอาคารชุดเป็นทิวแถว โดยเฉพาะย่านชายทะเลเมืองท่องเที่ยว อย่างเช่น ภูเก็ต สมุย พัทยา และหัวหินต้นสายปลายเหตุมาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาข้อหารือของกรมที่ดินเมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมตอบเป็นคำวินิจฉัยมา สรุปว่า ให้เจ้าพนักงานสามารถจดทะเบียนอาคารชุดให้กับอาคารที่สามารถแบ่งแยกทรัพย์ส่วนกลางและทรัพย์ส่วนบุคคลได้ โดยใช้ดุลพินิจพิจารณาข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี
จะว่าไป การนำบ้านเดี่ยวไปจดทะเบียนเป็นคอนโดมิเนียมก็มีข้อดีอยู่บ้าง 23 ประการ อย่างเช่น สามารถขายให้กับชาวต่างชาติในราคาแพงๆ ถึง 49% และเป็นการสนับสนุนส่งเสริมให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีความคึกคักสดใส อีกทั้งยังกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเจ้าพนักงานที่ดินสาขาเมืองท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติจะมีฐานะอู้ฟู่ขึ้นทันตา
ส่วนข้อเสียนั้น แน่นอนว่าเมื่อให้นำบ้านเดี่ยวไปจดทะเบียนเป็นคอนโดมิเนียมได้ ก็จะเปิดช่องให้ดีเวลอปเปอร์
“หลีกเลี่ยง” การขออนุญาตจัดสรร ต่อเนื่องด้วยการ “ลดขนาด” เนื้อที่ดินจาก 50 ตารางวา เหลือเพียง 30 ตารางวาข้อเสียที่ไม่ควรมองข้ามอีกประการ เชื่อว่าจะมีคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว ผุดขึ้นกลางสนามกอล์ฟและหรือพื้นที่เกษตร ให้ชาวต่างชาติมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลางที่เป็นผืนดินเนื้อที่หลายสิบหลายร้อยไร่ อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มีกฎกติกาป้องกันเราอาจจะเห็นคอนโดมิเนียมผุดโด่เด่อยู่กลางท้องไร่ท้องนา หรือในสวนเงาะ สวนลำไยทั่วประเทศไทย
ผมนั่งคิดนอนคิดสะระตะหลายตลบแล้ว หากมีการนำบ้านเดี่ยวไปจดทะเบียนเป็นคอนโดมิเนียมน่าจะเข้าตำรา
“ได้ไม่คุ้มเสีย” เว้นแต่ท่านอธิบดีกรมที่ดิน อนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ จะกำชับกำชาเจ้าพนักงานแต่ละสาขาให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวดกวดขันถี่ยิบ และอย่าหลงเผลอไผลกับอามิสสินจ้างสะกิดเตือนไปยังงั้นแหละ เพราะยากที่จะจับปูใส่กระด้งได้ทุกตัว..!!







