
INGลุ้น3เดือนหุ้น850จุด
เงินนอกจ่อลุยอีก5หมื่นแสนล. ออกกองทุนซื้อหุ้นขอกำไร10%
โพสต์ทูเดย์
— บลจ.ไอเอ็นจีคลอดกองทุนซื้อหุ้นไทย เป้ากำไร 10% เชื่อหลายปัจจัยหนุนดัชนีถึง 850 จุดใน 3 เดือนข้างหน้า คาดเงินนอกยังซื้ออีก 5 หมื่น1 แสนล้านบาทนายต่อ อินทวิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายธุรกิจกองทุนรวมและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บลจ.ไอเอ็นจี ได้ออกกองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย อีควิตี้ ทริกเกอร์ 10% เน้นลงทุนหุ้นพื้นฐานดีและเพิ่มการใช้เทคนิคด้านจับจังหวะการลงทุน เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทน 10% แล้วเลิกกองทุน
หากครบปีแรกผลตอบแทนยังไม่ถึงเป้า ในปีที่สองก็จะเปิดให้ซื้อขายกองทุนได้ทุกวันทำการ โดย บลจ.ไอเอ็นจีจะเปิดขายกองทุนในครั้งแรกและครั้งเดียวในวันที่ 23
–31 มี.ค. 2553 ลงทุนขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท“
แม้หุ้นจะขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับ 884 จุด ณ เดือน พ.ค. 2551 ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินมากกว่า 20% ขณะเดียวกันก็เริ่มเห็นนักวิเคราะห์บางสำนักเริ่มปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีไปสูงถึงกว่า 900 จุด” นายต่อ กล่าวน.ส.พัชราภา มหัทธนกูล ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการกองทุน บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวขึ้นมามาก แต่ยังมีหุ้นหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ราคายังขึ้นมาไม่มากขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังโตได้ต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย เช่น หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
สำหรับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มเติบโตดี การส่งออกฟื้นตามเศรษฐกิจโลก และคาดว่ากำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะเติบโต 20% และในปี 2554 เติบโต 1520% จึงเป็นแรงผลักดันให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นได้ต่อในลักษณะค่อยๆ ขึ้น อย่างไรก็ตามมีปัจจัยที่อาจทำให้หุ้นผันผวน เช่น การแก้ไขปัญหาของประเทศกรีซ รวมถึงตัวเลขการว่างงานของสหรัฐที่จะทำให้การใช้จ่ายลดลง รวมถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของจีนที่อาจมีขึ้นในอนาคต หลังจากธนาคารกลางของอินเดียปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 0.25% เป็น 3.5%
“
เราเชื่อว่าดัชนีจะไป 800 จุดได้แต่จะขึ้นสู่ระดับสูงสุดช่วงไหนขึ้นกับเศรษฐกิจโลกด้วย ส่วนสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะเกิดความรุนแรง และหากมีการยุบสภา ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นหุ้นก็ยังไปต่อได้ เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมมากนัก เพราะไม่ว่ารัฐบาลไหนก็จะมีโครงการประชานิยม” น.ส.พัชราภา กล่าวนายธนศักดิ์ วัฒนานิกร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย นักวิเคราะห์ทางเทคนิค บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากสัญญาณทางเทคนิคของดัชนีหุ้นไทยในระยะกลางและระยะยาวยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดย 3 เดือนจากนี้มองกรอบดัชนีไว้ที่ 700850 จุด และระยะ 1 ปีอยู่ในกรอบ 650920 จุด แม้ต้นปีที่ผ่านดัชนีจะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5% หรือประมาณ 50 จุดแล้วก็ตาม
“
บริเวณ 650 จุดเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง โดยการปรับขึ้นของดัชนีเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะพักตัวเพื่อปรับตัวขึ้นต่อ ส่วนแนวต้าน 920 จุดจะทำให้สัดส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (พี/อี) อยู่ที่ประมาณ 13 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 10 เท่า และหากดูปริมาณเงินลงทุนของต่างชาติที่ขายออกไปก่อนหน้านี้ แม้จะกลับมาซื้อหุ้นไทยแล้ว 3 หมื่นล้านบาทในเดือน มี.ค. แต่ยังมีเงินที่รอซื้อได้อีก 5 หมื่น1 แสนล้านบาทที่จะหนุนตลาดหุ้น” นายธนศักดิ์ กล่าวนายอรุณศักดิ์ จรูญวงศ์นิรมล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายจัดการกองทุนด้านตราสารทุน บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เงินลงทุนของต่างชาติยังอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียและหุ้นไทย เป็นเพราะความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียต่ำเมื่อเทียบกับสหรัฐที่ยังต้องใช้เวลาแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินและภาระหนี้ของประเทศที่สูง หากนักลงทุนเข้าไปลงทุนอาจมีความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ขณะเดียวกับที่ประเทศกรีซยังมีปัญหาเรื่องหนี้และอาจทำให้แนวโน้มค่าเงินยูโรได้รับผลกระทบไปด้วย จึงเหลือเงินสกุลเอเชียที่ยังแข็งค่าและเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตดี
ด้านนายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า บลจ.ทิสโก้จะเปิดขายกองทุนเปิด ทิสโก้ ละติน อเมริกา มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เปิดขายครั้งแรกวันที่ 24 มี.ค.2 เม.ย. 2553 จุดเด่นสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ ลงทุนขั้นต่ำ 2 หมื่นบาทกองทุนมีวัตถุประสงค์มุ่งสร้างผลตอบแทนให้เติบโตตามดัชนีหุ้นในภูมิภาคละติน อเมริกา ซึ่งประกอบด้วย บราซิล ชิลี เม็กซิโก โคลอมเบีย และเปรู โดยที่กองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Lyxor ETF MSCI EM Latin America (กองทุนหลัก) ซึ่งเป็นกองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี MSCI EM Latin America บริหารและจัดการโดย Lyxor International Asset Management







