
10 บทเรียนจากธุรกิจครอบครัวอเมริกัน
วันนี้ผมขอขัดจังหวะบทความเรื่องรูปแบบการจัดการธุรกิจครอบครัวสเปนชั่วคราว เพราะตอนที่เขียนบทความนี้
โดย...ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
วันนี้ผมขอขัดจังหวะบทความเรื่องรูปแบบการจัดการธุรกิจครอบครัวสเปนชั่วคราว เพราะตอนที่เขียนบทความนี้ ผมกำลังเดินทางจากนิวยอร์กกลับวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วยรถไฟ Amtrak และได้อ่านเจอบทความ 10 Lessons from Family Business โดย Charles Slack ในวารสาร Arrive ที่แจกให้กับผู้โดยสารพอดี เลยอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
ในบทความได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวอเมริกัน R.C Bigelow Inc. ที่ขายชาที่มีชื่อเสียง Vanilla Chai, Pomegranate Pizzazz และ Wild Blueberry Acai โดยรสชาติได้พัฒนาจากสูตรลับของคุณแม่ผู้ก่อตั้ง คือ Ruth C. Bigelow ผมเองไม่เคยลองและเห็นร้านดังกล่าว ถ้ามีโอกาสคงต้องไปลองดู
บทความยังได้อ้างถึงความเห็นของที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวหลายแห่งแต่ละรัฐในสหรัฐอเมริกา ทำให้ทราบว่าอาชีพที่ปรึกษากับธุรกิจครอบครัวมีมากมายและมีวารสารและการศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เพราะธุรกิจครอบครัวถือได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความยิ่งใหญ่และความสำเร็จของธุรกิจขนาดใหญ่ของอเมริกัน บทความดังกล่าวให้ 10 บทเรียนอะไรบ้าง
1.การให้ความสำคัญกับการแบ่งปันคุณค่าของธุรกิจของแต่ละครอบครัว โดยเฉพาะการส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นของสมาชิกในครอบครัวโดยคุณค่านี้ต้องเป็นการตกลงร่วมกันในการที่จะทำธุรกิจต่อไปข้างหน้าและพนักงานที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวควรได้มีส่วนรับทราบและปฏิบัติตั้งแต่ก่อนที่จะเข้ามาทำงาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนร่วมกับสมาชิกในครอบครัว
2.ต้อนรับลูกจ้างพนักงานเสมือนหนึ่งสมาชิกในครอบครัว เพราะหากลูกจ้างถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในครอบครัวกำแพงขวางกั้นระหว่างฝ่ายจัดการกับลูกจ้างพนักงานก็จะน้อยลงและลูกจ้างที่เก่งและดีก็ยินดีร่วมทำงานด้วยเพราะไม่ถูกแบ่งแยก
3.ปรับตัวเร็วต่อความท้าทายและความเปลี่ยนแปลง การปรับตัวเร็วเป็นข้อได้เปรียบของธุรกิจครอบครัวที่พัฒนามาจากความเชื่อมั่นระหว่างกัน
4.เติมเชื้อไฟให้กับทายาทในครอบครัวเกี่ยวกับความเป็นมาและความสำเร็จของธุรกิจมากกว่าความยากลำบาก เพื่อสร้างความรักในธุรกิจครอบครัวในการก้าวเดินต่อไป ควรเน้นเรื่องความสนุกและความรักในการสืบสานธุรกิจมากกว่าความท้าทาย
5.มองแต่แง่ดีธุรกิจครอบครัวที่เติบโตมา 2 หรือ 3 รุ่น ควรมองว่าธุรกิจของตนจะต้องอยู่รอดได้แม้จะมีวิกฤตก็ตาม
6.เติบโตอย่างระมัดระวัง หากจะขยายกิจการต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่ และจะกระทบธุรกิจชื่อเสียงของเดิมและหากต้องไปซื้อกิจการลูกจ้างของบริษัทใหม่ จะเข้าใจคุณค่าของธุรกิจเจ้าของใหม่หรือไม่อย่างไร
7.สนับสนุนชุมชนและส่วนรวม เพราะธุรกิจครอบครัวตั้งอยู่ในชุมชน จึงควรมีบทบาทในงานที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชนนั้นๆ
8.กลยุทธ์การแยกธุรกิจกับครอบครัวโดยการศึกษาปรากฏว่าธุรกิจครอบครัวที่ถือเอาธุรกิจมาก่อน (Business First) มักมีผลประกอบการที่ดีกว่าที่ยึดหลักครอบครัวมาก่อน (Family First)
9.ไม่ใช้อภิสิทธิ์มากกว่าลูกจ้างรวมถึงการอวดอ้างความร่ำรวยเพื่อไม่ให้ลูกจ้างมีความรู้สึกที่ไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจมีปัญหา มีตัวอย่างที่ครอบครัวหนึ่งห้ามสมาชิกครอบครัวขับรถแพงๆ จอดในที่จอดรถของบริษัท
10.มองการประกอบการในระยะยาวซึ่งต่างกับผู้บริหารทั่วไปที่มองผลประกอบการแบบระยะสั้นปีต่อปี ซึ่งลูกจ้างอาจรู้สึกว่าตนเองมีอนาคตที่ดีที่ทำงานที่นี่
บทความยังได้พูดถึง 4 สาเหตุที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวตกต่ำด้วยคือ
1.สมาชิกในครอบครัวไม่มีวิสัยทัศน์หรือแนวทางการดำเนินกิจการในทางเดียวกัน
2.ขาดโครงสร้างทั้งกฎเกณฑ์ในครอบครัวทำให้เกิดการทะเลาะกันในสมาชิกในครอบครัวและลูกจ้างสับสน
3.เอาเงินและสินทรัพย์ระหว่างธุรกิจกับส่วนตัวปะปนกัน
4.ความไม่ชัดเจนช่วงเปลี่ยนผ่านในเรื่องใครจะมาสืบทอดธุรกิจและผลประโยชน์เงินทองของผู้ก่อตั้ง
จะเห็นได้ว่า 10 บทเรียนที่ว่านี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ของธุรกิจครอบครัวไทยที่จะเรียนรู้ แต่มีน้อยครอบครัวนักที่ตระหนักถึงปัญหา จึงมีปัญหาว่า ทำอย่างไรจะให้ครอบครัวไทยส่วนใหญ่นำไปใช้ประโยชน์ได้ท่านผู้อ่านช่วยบอกผมที







