posttoday
Siamag รถตัดอ้อยฝีมือคนไทย แก้แรงงานขาด

Siamag รถตัดอ้อยฝีมือคนไทย แก้แรงงานขาด

06 ตุลาคม 2555

เรื่องชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

เรื่องชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยปัจจุบันถือว่าใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากบราซิล ปีนี้มีปริมาณผลผลิตอ้อยทั้งหมดเกือบ 100 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดว่าผลผลิตอ้อยในฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 จะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 108 ล้านตันอ้อย สวนทางกับจำนวนแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมอ้อยที่มีน้อยลง

ส่งผลให้อุตสาหกรรมอ้อยขาดแคลนแรงงานตัดอ้อยอย่างหนัก ชาวไร่อ้อยจึงต้องใช้วิธีเผาไร่อ้อยก่อนตัดเพื่อให้ง่ายต่อการตัด ผลที่ตามมาคือ อ้อยมีคุณภาพลดลง หรือที่เรียกกันว่าอ้อยไฟไหม้ และยังเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยด้วย ทำให้ชาวไร่อ้อยต้องใช้รถตัดอ้อยเข้ามาทดแทนแรงงาน แต่ราคารถตัดอ้อยก็สูงมาก ชาวไร่อ้อยจึงได้พยายามคิดค้นรถตัดอ้อยขึ้นมาให้มีราคาต่ำกว่ารถตัดอ้อยที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ

มานะ ฤทธิชัยสมาจาร นายกสมาคมชาวไร่อ้อยสี่แคว จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า มีแนวคิดพัฒนารถตัดอ้อยที่มีสัญชาติไทยเพื่อลดการพึ่งพารถนำเข้า ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องขนาดไม่เหมาะสม ในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในวงการจึงเห็นปัญหาและรู้โจทย์เป็นอย่างดีว่าจะต้องพัฒนาอย่างไรกระทั่งประสบผลสำเร็จ พัฒนารถตัดอ้อยออกมาตอบโจทย์ความต้องการของชาวไร่อ้อยไทยภายใต้แบรนด์ Siamag (ไซแมก)

“รถตัดอ้อยที่นำเข้าจากต่างประเทศ หากเป็นรถใหม่ราคาจะสูงถึงคันละ 12 ล้านบาท ขณะที่รถตัดอ้อยมือสอง แม้ราคาจะถูกลงมาเหลือคันละ 6-8 ล้านบาท แต่ก็มีปัญหาเรื่องการซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง แถมโครงสร้างรถตัดอ้อยที่นำเข้ามานั้น ถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้ในประเทศที่มีแปลงเกษตรขนาดใหญ่ กว้างและเรียบ แต่พื้นที่เกษตรของไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายเล็กๆ พื้นที่เพาะปลูกจึงมีลักษณะเป็นแปลงเล็กๆ ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานได้ไม่เต็มที่”

แบบรถที่พัฒนาขึ้นมามีขนาดกะทัดรัด เหมาะกับสภาพพื้นที่เพาะปลูกของไทย โดยเริ่มออกแบบรถต้นแบบได้เมื่อปี 2550 ทดลองใช้เพื่อปรับแก้ข้อบกพร่อง จนสามารถผลิตขายเชิงพาณิชย์ได้เมื่อปลายปีที่แล้ว แถมราคาก็ยังถูกกว่ารถตัดอ้อยที่นำเข้าถึง 60% หรือตกคันละ 5.5 ล้านบาท และประสิทธิภาพในการตัดอ้อยก็เทียบเท่ากับรถตัดอ้อยที่นำเข้า คือ สามารถตัดอ้อยได้มากกว่า 20 ตัน/ชั่วโมง

กลุ่มลูกค้าในขณะนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เป็นสมาชิก และสมาคมชาวไร่อ้อยเขตต่างๆ ที่รู้จักกัน ขณะนี้มีคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ที่รอจัดส่งอยู่แล้ว 4-5 คัน ตั้งเป้าว่าภายในปี 2556 จะเพิ่มกำลังการผลิตรถตัดอ้อยให้ได้ไม่น้อยกว่าปีละ 10 คัน และในปี 2557 จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็นปีละ 2030 คัน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น

มานะแสดงความมั่นใจว่า ตลาดรถตัดอ้อยมีโอกาสเติบโตสูง เนื่องจากปัญหาขาดแคลนแรงงานตัดอ้อยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ปริมาณผลผลิตอ้อยในอนาคตก็คาดว่าจะมีถึง 130 ล้านตัน รวมทั้งรถตัดอ้อยที่คนไทยคิดค้น พัฒนาขึ้นมาเองนั้น ก็มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับรถตัดอ้อยที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และยังมีขนาดที่เหมาะสม เพราะอยู่ในระดับกลาง สามารถกินตลาดได้ทั้งพื้นที่ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก

ในอนาคต มองว่า ถ้ากำลังการผลิตรถตัดอ้อยมีมากพอ และเหลือที่จะรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศแล้ว ก็อาจจะขยายไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม กัมพูชา และลาวเพิ่มเติม ขณะนี้ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายในประเทศเองก็กำลังรอดูผลอยู่ หากประสบความสำเร็จก็สั่งซื้อมาใช้ด้วย

ขณะที่ศูนย์บริการซ่อมนั้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีเพียงแค่แห่งเดียว คือ ฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ด้วยความที่คลุกคลีอยู่ในวงการอ้อยและน้ำตาลทรายมานาน จึงทำให้ลูกค้าที่เป็นเกษตรกรชาวไร่อ้อยรู้จักกันดี อนาคตก็จะดึงสถาบันและสมาคมชาวไร่อ้อยทั้ง 30 เขตเข้ามาร่วมกัน เพื่อใช้เป็นเครือข่ายในการใช้เป็นศูนย์บริการ

อย่างไรก็ดี หากภาครัฐเข้ามาช่วยส่งเสริม เช่น ลดภาษีนำเข้าระบบไฮดรอลิกจากต่างประเทศที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้เอง ก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำกว่านี้ได้ ซึ่งจะทำให้สามารถบีบราคาขายให้ต่ำลงมาได้อีก

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) ก็มีมติเห็นชอบขยายวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อรถตัดอ้อยวงเงิน 3,000 ล้านบาท เนื่องจากชาวไร่และโรงงานได้เสนอคำขอกู้เข้ามาใหม่สูงถึง 310 คัน วงเงิน 2,500 ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดวงเงินสนับสนุนไว้เพียง 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2% กำหนดระยะเวลาคืนภายใน 6 ปี เพื่อจัดสรรให้โรงงานหรือชาวไร่ตามโควตาการผลิตน้ำตาลนำไปซื้อรถตัดอ้อยในวงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท/คัน

นับเป็นมิติใหม่ของวงการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยอีกครั้งที่น่าสนใจ นี่แหละที่เรียกว่า “ฝีมือคนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก”

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน