posttoday
ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไรในยุค QE Infinity (ตอน 1)

ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไรในยุค QE Infinity (ตอน 1)

05 ตุลาคม 2555

วันถัดจากวันที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศ QE 3 ซึ่งถูกเรียกกันอย่างลำลองว่า QE Infinity หรือการพิมพ์เงินไร้ที่สิ้นสุดของ Fed เพื่อเข้าซื้อตราสารหลักทรัพย์ที่แปลงมาจากสินเชื่อบ้าน (MBS) เดือนละ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไปเรื่อยๆ จนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลง ผมได้แสดงความเห็นในรายการ “รู้ใช้เข้าใจเงิน” คลื่น FM 96.5 ประณามนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ว่าไร้วินัยทางการเงินอย่างรุนแรง และกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์จรรยาสามานย์ (Moral Hazard) ในระบบเศรษฐกิจ เพราะทำให้นักลงทุน นักธุรกิจ และคนทั่วๆ ไปรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเสี่ยงเท่าใดก็ตาม ถ้าเสี่ยงแล้วรวยก็แล้วกันไป แต่ถ้าเสี่ยงแล้วขาดทุน ธนาคารกลางสหรัฐจะพิมพ์เงินมาโอบอุ้ม

วันถัดจากวันที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศ QE 3 ซึ่งถูกเรียกกันอย่างลำลองว่า QE Infinity หรือการพิมพ์เงินไร้ที่สิ้นสุดของ Fed เพื่อเข้าซื้อตราสารหลักทรัพย์ที่แปลงมาจากสินเชื่อบ้าน (MBS) เดือนละ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไปเรื่อยๆ จนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลง ผมได้แสดงความเห็นในรายการ “รู้ใช้เข้าใจเงิน” คลื่น FM 96.5 ประณามนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ว่าไร้วินัยทางการเงินอย่างรุนแรง และกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์จรรยาสามานย์ (Moral Hazard) ในระบบเศรษฐกิจ เพราะทำให้นักลงทุน นักธุรกิจ และคนทั่วๆ ไปรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเสี่ยงเท่าใดก็ตาม ถ้าเสี่ยงแล้วรวยก็แล้วกันไป แต่ถ้าเสี่ยงแล้วขาดทุน ธนาคารกลางสหรัฐจะพิมพ์เงินมาโอบอุ้ม

ดังนั้น ระบบบริหารความเสี่ยงในสายตาของนักลงทุนจึงอาจจะต้องลดความสำคัญลง เพราะธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณชัดเจนให้ทุกคนมาร่วมกันเสี่ยงและเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง

สำหรับประเทศไทย ผลของ QE ไร้ที่สิ้นสุด จะส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่ของสินทรัพย์และการเก็งกำไรในหุ้นและอสังหาฯ ประการสำคัญ คือ ทำลายความสามารถทางการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจจริงของไทยซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึงกว่า 60% ต่อจีดีพี ด้วยการผลักให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ราคาส่งออกในรูปของดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น และถ้าภาวะเงินบาทแข็งค่าดำเนินต่อเนื่องไปในอนาคต ผู้ส่งออกจำนวนมากอาจจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

ผมมีความเห็นส่วนตัวต่อการประกาศ QE ไร้ที่สิ้นสุดดังนี้

ประการที่หนึ่ง ขณะนี้ภาคการผลิตทั่วโลกส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน การพิมพ์เงินของธนาคารกลางสหรัฐในโครงการ QE และการพิมพ์เงินของธนาคารกลางยุโรปในชื่อโครงการ OMT เป็นการส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสำคัญของโลกขณะนี้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหภาพยุโรป ได้ร่วมขบวนการพิมพ์เงินกระดาษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ขณะนี้อ่อนแอลงมาก เกิดความแตกต่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานอย่างใหญ่หลวง

ผมค้นคว้าข้อมูลในอดีต พบว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่มีความแตกต่างกันมากอย่างนี้ มองไปในอดีตในยุคเงินเฟ้อควบคู่ไปกับเศรษฐกิจชะลอตัวครั้งก่อน (Stagflation) ในคริสต์ทศวรรษ 70 มีที่มาจากด้านอุปทาน จากการที่ราคาน้ำมันเร่งตัวขึ้นมาก ผลคือเกิดเงินเฟ้อไปทั่วโลก ซึ่งมาจากการเร่งตัวของต้นทุนการผลิต แต่ครั้งนี้แตกต่างกันออกไปตรงที่ว่ามีการพิมพ์เงินกระดาษในปริมาณมหาศาลพร้อมๆ กันจากประเทศสำคัญๆ ของโลก ในขณะที่ไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อจากอุปสงค์และอุปทาน

แม้ว่าเงินเฟ้อจะยังไม่เห็นชัดเจนในปัจจุบัน แต่ขณะนี้เกิดภาวะฟองสบู่ในราคาหลักทรัพย์ทั่วโลก ดังจะเห็นจากอัตราผลตอบแทนของการลงทุนในหุ้นพุ่งสูงขึ้นไปมากกว่า 20% จากต้นปี 2555 ในหลายประเทศ เช่น ประเทศไทย เป็นต้น หลายประเทศจำนวนมากพบว่าผลตอบแทนหุ้นในปัจจุบันนับแต่ต้นปี 2555 ก็ใกล้เคียง 20% และกำลังทะลุ 20% ในอนาคตอันใกล้ข้างหน้า

การที่ผลตอบแทนหุ้นเพิ่มขึ้นในระดับที่สูง สะท้อนภาวะตลาดกระทิงหรือภาวะตลาดหุ้นขาขึ้น ซึ่งที่ถูกต้องภาวะตลาดกระทิงจะต้องมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจสนับสนุน คือ สามารถดูไปยังด้านอุปสงค์ในประเทศและอุปสงค์ของโลกว่าจะต้องมีความแข็งแกร่งในความต้องการสินค้าและบริการอย่างชัดเจน

ปัจจุบันประเทศสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เช่น กลุ่ม G3 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ล้วนมีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่ซึ่งมีส่วนช่วยประคองเศรษฐกิจโลกนับตั้งแต่ปี 2551 เช่น กลุ่ม BRICS ประกอบไปด้วย บราซิล จีน อินเดีย รัสเซีย และแอฟริกาใต้ กำลังเผชิญภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจเช่นกัน ภาวะเศรษฐกิจของ BRICS ในปัจจุบันต่างจากการใช้มาตรการ QE 1 และ 2 ก่อนหน้า ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจกลุ่ม BRICS แข็งแกร่งกว่าปัจจุบันมาก

เมื่อประเทศสำคัญของโลก ไม่ว่าจะพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ล้วนเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจขาลงกันทั้งนั้น และเป็นไปได้ว่าภาวะเศรษฐกิจขาลงอาจจะดำเนินต่อเนื่องในปีหน้า ดังจะเห็นจากหน่วยงานทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลกเริ่มปรับการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าต่ำลงจากคาดการณ์ครั้งก่อน

การทะยานขึ้นของราคาหลักทรัพย์หรือราคาหุ้น นำพาซึ่งคำถามเรียบง่ายที่สุดของการลงทุนว่า ราคาหุ้นที่ทะยานขึ้นเกิดจากการคาดการณ์ผลประกอบการอย่างแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกใช่หรือไม่ คำตอบที่ชัดเจนคือ “ไม่ใช่”

ถ้าเช่นนั้นการพุ่งขึ้นของราคาหลักทรัพย์มาจากเหตุใด คำตอบ คือ มาจากการพิมพ์เงินกระดาษของธนาคารกลางสำคัญของโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผลที่ได้ คือ การทะยานขึ้นของราคาหลักทรัพย์ทั่วโลกและราคาทองคำ เกิดภาวะอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐและภาวะค่าเงินแข็งค่าในประเทศเอเชีย และในอนาคตจะเกิดการเร่งตัวของเงินเฟ้อไปทั่วโลก

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน