posttoday
ไปพม่าต้องมีพันธมิตร

ไปพม่าต้องมีพันธมิตร

05 ตุลาคม 2555

โดย...พณิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ/บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...พณิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ/บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ชมรมบริหารความเสี่ยง สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ได้จัด Forum พิเศษ เตรียมความพร้อมให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) มองโอกาสและความเสี่ยงการเข้าไปลงทุนในพม่า และได้จัด “Risk Management Forum ครั้งที่ 2/2555 Myanmar:Crossroads of Asia: What Are The Business Opportunities? What Are The Risks” ขึ้นเมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเจาะลึกถึงโอกาสในการทำธุรกิจในประเทศพม่า

“สุรงค์ บูลกุล” ในฐานะประธานชมรมบริหารความเสี่ยง สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า บริษัทที่สนใจเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าก็จะต้องเตรียมการวางแผนการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเริ่มต้นธุรกิจในประเทศพม่า การมองหาบริษัทร่วมทุน การมองหาพันธมิตร รวมถึงการศึกษาถึงอุปนิสัยและวัฒนธรรมในการดำเนินธุรกิจซึ่งล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญ

“สุรงค์” ยังกล่าวในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. (PTT) ว่าในส่วนของ ปตท.มองว่าการไปลงทุนในพม่าเป็นโอกาสมากกว่า โดยเรื่องความเสี่ยงไม่มีเลย เนื่องจากบริษัทลูกคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ได้เข้าไปลงทุนในพม่าด้านการขุดเจาะแหล่งก๊าซธรรมชาติมานานจึงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งขณะนี้บริษัทก็พยายามดูและเชื่อมโยงการทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำคือการขุดเจาะ กลางน้ำคือโรงกลั่น และธุรกิจปลายน้ำคือการบริการ

อย่างไรก็ดี ถ้าจะไปลงทุนในพม่าก็ควรไปลักษณะที่เหมือนญี่ปุ่นได้เข้ามาทำธุรกิจกับไทย ที่เข้าไปแล้วต้องไปในลักษณะให้การช่วยเหลือเขามากขึ้น หรือเป็นการร่วมกันพัฒนาอย่างเพื่อน เนื่องจากที่ผ่านมาเราใช้แหล่งก๊าซธรรมชาติพม่า ซึ่งขณะนี้บริษัทกำลังพิจารณาเบื้องต้นว่า รูปแบบที่เข้าไปคงเป็นการเข้าไปเสริมระบบไฟฟ้า เนื่องจากที่พม่าระบบไฟฟ้ายังมีปัญหาติดขัดซึ่งสวนทางกับความต้องการใช้ที่เพิ่มมากขึ้น โดยเบื้องต้นถ้าจะไปคงเป็นที่ย่างกุ้งก่อนเพราะมีความต้องการมาก

นอกจากนั้น ยังมองว่าการเข้าไปพม่า จากนี้ไปบริษัทไทยควรเป็นพันธมิตรและเข้าไปลงทุนด้วยกัน โดยมองแผนธุรกิจอย่างเป็นระบบ เช่น การไปนิคมอุตสาหกรรมก็ควรไปด้วยกันทั้งหมดตั้งแต่ระบบพลังงาน การพาธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ของไทย หรือแม้แต่หน่วยงานภาครัฐของไทยได้ไปด้วย เช่น ถ้าไปลงทุนด้านโรงไฟฟ้าก็ควรไปกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)

“ชนิตร ชาญชัยณรงค์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท.ได้ไปพม่ามาตั้งแต่ก่อนที่พม่าจะมีการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการไปในแบบเดียวกันกับประเทศกัมพูชาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่มีมุมทั้งความเสี่ยงและโอกาสการลงทุน เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถ “ตีโจทย์ได้แตก” ขนาดไหน

ที่ผ่านมามีบริษัทญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ได้เห็นโอกาสและเข้ามาลงทุนในประเทศพม่ามานาน โดยใช้เวลาคลุกคลีนานเป็นระยะเวลาหลายปี ทางสิงคโปร์กับเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาลงทุนส่วนบุคคล (ไพรเวตอิควิตี) และเป็นการทำแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งทางเกาหลีได้เข้ามาฝังตัวและมีการตั้งโรงเหล็กอยู่ที่พม่าแล้ว ขณะที่ประเทศมาเลเซียได้เข้ามาทำโรงงานแบตเตอรี่เพราะมองว่าอนาคตถ้าพม่าเปิดให้มีรถใหม่เข้ามาในประเทศมากขึ้นธุรกิจแบตเตอรี่ก็ต้องบูมมากขึ้น ซึ่งตอนนี้มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 หรือ 2

ขณะที่ด้านตลาดทุน พบว่าบริษัทหลักทรัพย์ไดวาของประเทศญี่ปุ่นได้เข้าไปเป็นพันธมิตรร่วมกันทำงานกับพม่ามานานแล้ว แต่ ตลท.ได้เริ่มเข้ามาเจรจากับพม่า 34 ปีมาแล้ว เพราะคณะกรรมการ ตลท.ตั้งแต่ชุดก่อนให้นโยบายว่าควรให้ความสำคัญในการช่วยเหลือประทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้เร็วๆ นี้ ตลท.และธนาคารกลางของทั้งสองประเทศจะมีการตกลงเซ็นสัญญาความร่วมมือในการพัฒนาให้ความรู้ ความเข้าใจบุคลากรขึ้น

พม่าในปัจจุบันมีความคล้ายกับประเทศไทยเมื่อ 30 ปีก่อน การที่ประเทศถูกปกครองด้วยระบบทหารฉะนั้นไม่เคยได้ทำธุรกิจมาก่อน ทำให้ต้องขายธุรกิจไปยังนักธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ไม่กี่ตระกูล ซึ่งปัจจุบันลูกหลานมีความรู้และเข้าใจในธุรกิจมากขึ้นเพราะได้ไปเรียนที่สหรัฐ ออสเตรเลีย หรือสิงคโปร์

การที่นักลงทุนไทยจะไปลงทุนในประเทศพม่าถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก แต่พม่าก็มีความเสี่ยงในเรื่องของทรัพยากรบุคคลที่ยังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร เพราะคนที่มีช่วงอายุ 35–45 ปีน้อยมาก ทำให้มีช่องว่างในช่วงอายุ ทำให้เกิดการพัฒนาหรือเดินเรื่องอื่นได้ลำบากโดยเฉพาะระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งรวมถึงแรงงานในพม่านั้นยังขาดทักษะในการทำงาน ซึ่งตรงจุดนี้ถือเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะส่งออกคนของเราไป

แต่การที่ไทยจะเข้าไปลงทุนในประเทศพม่า ควรเอารูปแบบของประเทศญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในบ้านเรา คือการเข้ามาอย่างจริงใจ และเข้ามาร่วมกันพัฒนาพม่าด้วย และจากการได้พูดคุยกับทางการพม่า ก็ได้เห็นถึงความจริงใจในการปฏิรูปประเทศให้มีการพัฒนามากขึ้น

ขณะเดียวกัน ทั้งโอกาสและความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะอาจเกิดคำถามขึ้นมาว่า ในที่สุดพม่าจะขาดความน่าสนใจเหมือนกับที่นักกลงทุนเคยแห่กันเข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามก่อนหน้านี้หรือไม่

“ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บูติคนิวซิตี้ บริษัทในเครือสหพัฒน์ ให้มุมมองว่าถึงความเสี่ยงในการเข้าไปลงทุนในพม่ามีทั้งหมด 3 เรื่อง คือ

ประการแรก ความเสี่ยงที่ไม่ไป เพราะปัจจุบันพม่ามีอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจเพียง 3% แต่ในอนาคตหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ถึง 25% ขณะที่ประเทศไทยมีการขยายกำลังการผลิตได้เต็มที่แล้ว แต่ไทยกลับใช้แรงงานทั้งหมดถึง 5 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า ทั้งนี้ในระยะนี้ควรฝึกงานแรงงานพม่าที่เมืองไทยเพื่อเตรียมตัวที่เอาคนที่ฝึกงานไปทำที่พม่า

ประการที่สอง ความเสี่ยงจากที่มีการคาดหวังมากเกินไป อย่างโครงการทวายที่หลายคนให้ความคาดหวังว่าโครงการนี้ใหญ่กว่าโครงการมาบตาพุดของไทย 10 เท่า

ประการที่สาม ความเสี่ยงเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่นโยบายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ยังไม่มีความมั่นคงและความพร้อมเท่าที่ควร ทำให้นักลงทุนต้องศึกษาและติดตามการแก้ไขกฎหมายอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้น มีปัญหาชนกลุ่มน้อยเพราะยังมีการสู้รบกันบ่อย ขณะที่ระบบความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าของทางการยังไม่เข้าถึงเท่าที่ควร

เครือสหพัฒน์มีร้าน 108 ช็อปในประเทศพม่า แต่บริษัทไม่ได้ไปขายของแต่เป็นในรูปแบบขายระบบ การไปทำธุรกิจจะเป็นลักษณะที่ต้องไปเป็นเพื่อนที่ทำโรงงานมาม่าร่วมกับเขา เพราะในอนาคตอาจให้เพื่อนคนนี้ได้เข้าไปทำธุรกิจได้

“การเข้าไปในพม่าเราต้องคำนึงถึงจิตใจเขาด้วย ไม่ได้เข้าไปสูบเลือดสูบเนื้อ ควรไปอย่างสุภาพบุรุษ แต่ก็ไม่ควรขี้อายเกินไป ซึ่งเหมือนเวลาที่ญี่ปุ่นมาทำธุรกิจกับไทยเขารักเมืองไทย เพราะเขาก็อยู่ในเมืองไทยมานาน ฉะนั้นก็ควรรักพม่า และการเข้าไปควรเลือกพันธมิตรดีๆ ด้วย” ปณิธาน กล่าว

“สุทธาภา อมรวิวัฒน์” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายการลงทุนของทางพม่าจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับบริษัทต่างชาติที่ไปจัดตั้งบริษัทร่วมลงทุนในประเทศพม่า แต่บริษัทเหล่านี้จะมีแรงกดดันในเรื่องการระดมทุนในประเทศพม่า เนื่องจากสิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดสำหรับระบบธนาคารพาณิชย์ในประเทศพม่า นั่นก็คือความเชื่อมั่น โดยพบว่ามีสัดส่วนเพียง 25% หรือ 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรนำเงินไปฝากไว้กับระบบธนาคารพาณิชย์

เมื่อประชาชนไม่มีความมั่นใจในเงินฝาก ทำให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีปัญหาทางด้านสภาพคล่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการลงทุน และการร่วมทุนของบริษัทร่วมลงทุน และแม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีธนาคารต่างชาติเข้าไปให้บริการ แต่ก็เป็นเพียงสำนักงานตัวแทน และในระยะต่อไปทางพม่าจะเปิดให้ธนาคารจากต่างชาติเข้าไปร่วมทุนกับธนาคารของพม่า

“โอกาสในการทำธุรกิจในพม่าถือว่ามีมาก แต่ก็ต้องให้กฎหมายมีความชัดเจน เช่นปัจจุบันชาวต่างชาติยังไม่สามารถถือครองที่ดิน ดังนั้นการยึดทรัพย์ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ รวมไปถึงการแข่งชันเชิงดอกเบี้ย ซึ่งทุกวันนี้ดอกเบี้ยเงินกู้และฝากยังไม่เกิดขึ้น และสุดท้ายคือเรื่องประกันกฎหมายก็ยังไม่ชัดเจนอยู่มาก” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ SCB กล่าว

ในภาวะที่กฎหมายยังไม่มีความจัดเจน ดังนั้นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจในพม่าขณะนี้คือ “Know Who” อย่างไรก็ตาม การจะไปทำธุรกิจควรจะทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไม่ควรรีบร้อน โดยขั้นแรกอาจเป็นเพียงการเข้าขายสินค้าเพียงอย่างเดียวเพื่อทดลองตลาด ขั้นต่อมาอาจเป็นการเข้าไปซื้อตัวแทนจำหน่ายที่จุดแข็งทางด้านการขนส่งและบริหารคลังสินค้า ลำดับต่อมาจึงค่อยคิดเรื่องการเข้าไปร่วมลงทุนหรือการซื้อกิจการในประเทศพม่า

“สุทธาภา” กล่าวว่า การทำธุรกิจทั้งสามขั้นตอนนั้น ทางธนาคารหรือแม้แต่ SCB พร้อมให้การสนับสนุนในการให้คำปรึกษา และให้บริการเทรดไฟแนนซ์

อย่างไรก็ตาม พม่าจะเป็นประเทศที่มีโอกาสทางธุรกิจสูงแต่ก็มีความเสี่ยงสูงในเรื่องของการเมืองและข้อกฎหมาย ดังนั้นทางภาครัฐควรเข้ามาให้ความช่วยเหลือโดยควรเป็นการร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า ไม่ควรปล่อยให้เอกชนลุยเดี่ยวไปเองเหมือนที่ผ่านมา

“วิรัตน์ ศิริขจรกิจ” หุ้นส่วน เคพีเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวว่า ในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อน กฎหมายภาษีของไทยก็สามารถตีความได้ 34 มุม คล้ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพม่าในขณะนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการตีความว่าจะมองมุมไหน และผลที่จะเกิดขึ้นมีความเสี่ยงอย่างไร และเท่าที่ได้มีโอกาสไปตรวจสอบฐานะทางการเงินการควบรวมกิจการในประเทศพม่า พบว่าธุรกิจไม่มีงบการเงินเล่มเดียว และการจะไปลงทุนในพม่าควรมองหาพันธมิตร

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน