
ย้ำปรับราคาแอลพีจี
ปล่อยโฆษณาดินพอกหางหมู มุ่งทำความเข้าใจสาธารณชน
ปล่อยโฆษณาดินพอกหางหมู มุ่งทำความเข้าใจสาธารณชน
พลังงาน ย้ำ ไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี รองรับการเปิดเออีซี แต่ไม่ทิ้งคนรายได้น้อย
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า การดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ยืนยันยังมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการ เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แต่จะมีมาตรการดูแลไม่ให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบแน่นอน เนื่องจากราคาแอลพีจีที่ใช้ในประเทศขณะนี้บิดเบือนกลไกตลาดมานาน
กรณีที่มีสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ออกมาแสดงความเห็นต่อแคมเปญโฆษณาโครงการ “ดินพอกหางหมู” ซึ่งมีเนื้อหาให้ความรู้เรื่องราคาแอลพีจี มีการใช้งบประมาณที่มากเกินไปและไม่เหมาะสม อีกทั้งคัดค้านการปรับโครงสร้างราคา เพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรมนั้น ยืนยันว่าเป็นการสร้างความเข้าใจกับประชาชน ทุกอย่างทำไปตามข้อเท็จจริงและการใช้งบก็สามารถตรวจสอบได้
การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีอยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้ใช้แอลพีจีภาคครัวเรือน
ด้านนายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โครงสร้างแอลพีจีไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะใช้ราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลก ในขณะที่ไทยกลายเป็นผู้นำเข้าแอลพีจีเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1 แสนตัน จากเดิมที่เคยเป็นผู้ส่งออกแอลพีจี เนื่องจากการใช้เพิ่มขึ้น แต่การผลิตไม่สามารถรองรับได้
ด้านราคาแอลพีจีที่จำหน่ายในปัจจุบันถูกตรึงราคาขายส่งไว้ที่หน้าโรงแยกก๊าซ 330 เหรียญสหรัฐ/ตัน เมื่อเทียบกับราคาตลาดโลกปัจจุบัน 900-1,000 เหรียญสหรัฐ/ตัน โดยราคาส่วนเกินต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุนราคา ซึ่งก็เป็นเงินที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล
“โฆษณาเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับสาธารณชนถึงปัญหาที่ค้างมานาน โดยการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีก็ดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ให้กระทบกับผู้มีรายได้น้อยแน่นอน” นายคุรุจิต กล่าว
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าว่า การเปิดเออีซีจะทำให้แอลพีจีมีการลักลอบไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เนื่องจากราคาแอลพีจีในไทยต่ำกว่า จะทำให้กลายเป็นว่าไทยอุดหนุนราคาให้ประเทศอื่น สุดท้ายไทยก็ต้องนำเข้าเพิ่ม
รายงานข่าวจากระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปี 2555 คาดว่าจะผลิตแอลพีจีได้ 5 ล้านตัน แต่ความต้องการใช้ภาคครัวเรือนอยู่ที่ 2.7 ล้านตัน อุตสาหกรรม 0.7 ล้านตัน ขนส่ง 0.9 ล้านตัน และปิโตรเคมี 2 ล้านตัน ต้องนำเข้า 1.3 ล้านตัน







