
ถึงเวลา เปิดเสรีเบี้ยประกันภัย!
บิ๊กประกันภัยประสานเสียงถึงเวลาเปิดเสรีค่าเบี้ยประกันภัย เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน
โดย....วารุณี อินวันนา
ในงานเสวนาเรื่อง"AEC กับธุรกิจประกันภัย" ภาคธุรกิจเลือกหยิบยกเรื่องการปล่อยเสรีราคาเบี้ยประกันภัย ขึ้นมาสะท้อนกลับไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ว่าถึงเวลาในการที่จะเปิดให้แต่ละบริษัทสามารถคิดราคาเบี้ยประกันภัยตามความเสี่ยงของลูกค้า ตามต้นทุนของแต่ละบริษัท เพื่อรองรับการแข่งขันกับประเทศอาเซียนด้วยกันในปี 2558 เข้าสู่การแข่งขันกับทั่วโลกในอีก 8 ปีข้างหน้า
ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัทกรุงเทพประกันภัย(BKI) กล่าวว่า ถ้าภาครัฐมองผลประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก ควรปล่อยให้บริษัทประกันภัยคำนวณราคาตามต้นทุนของแต่ละบริษัท หรือ ปล่อยเสรีเบี้ยประกันภัย เพราะจะได้ประโยชน์จากการซื้อของถูก แต่ถ้ารัฐไม่มีระบบควบคุมบริษัทที่ดี อาจทำให้ประชาชนเดือดร้อนจากบริษัทล้มอีก คปภ.จึงควรดูแลฐานะการเงินของบริษัทให้มีเพียงพอในการจ่ายสินไหมแก่ผู้บริโภค และ ดูข้อความตามกรมธรรม์ เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ
ปัญหาของตลาดประกันภัยไทย คือ ราคาเบี้ยที่มีการควบคุมไว้โดยภาครัฐ ตั้งแต่ 50 ปีแล้ว กำหนดว่าจะต้องใช้ราคาสูงสุด หรือ ต่ำสุด ไม่เกินที่รัฐกำหนดไว้ เพื่อให้บริษัทที่มีผู้บริหารไม่เข้าใจธุรกิจประกันภัยสามารถบริหารธุรกิจให้อยู่รอดได้
การควบคุมราคา เกิดขึ้นหลังจากบริษัทประกันชีวิตบูรพาล้มเมื่อ 50 ปีก่อน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ทางภาครัฐกลัวว่าบริษัทอื่นๆ จะประสบปัญหาเดียวกัน จึงได้กำหนดราคาสูงสุด และ ต่ำสุด ที่บริษัทมีกำไร และ อยู่รอดได้ หากบริษัทใดที่คิดราคาสูง หรือ ต่ำกว่าราคาที่รัฐกำหนดถือว่ามีความผิด
ปัจจุบัน ภาพรวมของธุรกิจประกันภัยไทยเปลี่ยนไปมาก มีเบี้ยรับรวมทั้งระบบ 8.3 หมื่นล้านบาทที่มาจากประเทศไทยเกือบทั้งหมด นักลงทุนต่างชาติที่ติด 10 อันดับแรกของโลก เกือบทั้งหมดเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยมาหลายปีแล้ว บริษัทที่ถือหุ้นโดยคนไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง บริษัทวิริยะประกันภัย มีเบี้ยรับรวมประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาทใหญ่สุดในอาเซียน แม้แต่บริษัททิพยประกันภัย อันดับ 2 ของไทย ก็ยังมีเบี้ยมากกว่าบริษัทอันดับหนึ่งในอินโดนีเซีย และ มาเลเซีย
ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ เบี้ยครึ่งหนึ่งมาจากต่างประเทศ เพราะมีบริษัทประกันภัยต่อเข้าไปตั้งบริษัทเพื่อรับประกันภัยต่อในภูมิภาคอาเซียน ส่วนเบี้ยประกันชีวิตมีมากกว่าไทย เพราะประชากรมีกำลังซื้อสูงกว่าแม้ว่าจำนวนจะน้อยกว่า
ทั้งนี้ ธุรกิจประกันภัยเคยเจรจากับภาครัฐเมื่อ 12 ปีที่แล้วเพื่อให้เปิดเสรีเบี้ยประกันภัย อธิบดีกรมการประกันภัยสมัยนั้นบอกว่าจำเป็นต้องควบคุมราคาต่อไป เพื่อให้ตลาดพร้อมและแข่งขันเรื่องราคาได้
“ตอนนี้การเปิดเสรีอาเซียนใกล้จะถึงแล้วในอีก 3 ปีข้างหน้า และเปิดเสรีการค้าโลกในอีก 8 ปี ประเทศอื่นๆ เขาไม่ยอมให้เราคุมราคาแน่ ถึงเวลาที่ภาครัฐจะต้องวางแผนว่าจะปล่อยเสรีการคิดเบี้ยอย่างไร เพื่อให้บริษัทขนาดกลางและเล็กเตรียมตัว ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ชอบ เพราะราคาที่รัฐควบคุมไว้มีกำไรเยอะ อยู่ได้สบาย และยังได้เปรียบจากต้นทุนการดำเนินงานต่ำกว่า บริษัทกลางและเล็ก อย่างน้อย 10%”ชัย กล่าว
สอดคล้องกับ กี่เดช อนันต์ศิริประภา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทแอกซ่าประกันภัย ที่สนับสนุนให้ภาครัฐเปิดเสรีการคิดราคาเบี้ยประกันภัย การกำหนดราคาสูงสุด และต่ำสุดไว้ ทำให้ไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริงของประชาชน เช่น พรบ.รถจักรยานยนต์ กำหนดไว้ 300 บาทต่อปี แต่เป็นกลุ่มที่ประสบอุบัติเหตุสูงมาก ขณะที่กลุ่มคนขับรถยนต์ มีความเสี่ยงต่ำมาก แต่ต้องจ่ายเบี้ยสูงเพื่อไปดูแลคนขับรถจักรยานยนต์ การคิดเบี้ยตามความเสี่ยงของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม จะทำให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ระมัดระวังในการขับขี่มากขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกเก็บเบี้ยเพิ่ม
รวมถึง กลุ่มผู้บริโภคที่อยู่ในเขตน้ำท่วม แม้ว่าจะซื้อประกันภัยน้ำท่วม แต่ประชาชนกลุ่มนี้มีการสร้างบ้านให้มีใต้ถุนสูงขึ้น เพื่อจะได้ไม่ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เพราะประกันภัยก็มีการจำกัดความคุ้มครองและเป็นเพียงปลายเหตุ ไม่สามารถชดเชยความเสียหายได้ทั้งหมด
“ทำให้คนที่ชนน้อย หรือ มีประวัติการขับขี่ดี จะได้เบี้ยที่ถูกลง ส่วนคนที่ขับไม่ดีก็จ่ายแพงไปตามพฤติกรรม ถ้าอยากได้เบี้ยถูกลง ก็ต้องขับอย่างระมัดระวัง ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างการเรียนรู้ที่เป็นระบบให้กับสังคม ”กี่เดช กล่าว
ขณะที่ ปิติพงศ์ พิศาลบุตร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นวกิจประกันภัย(NKI) บริษัทขนาดกลาง กล่าวว่า ถึงเวลาที่จะต้องเปิดเสรีเบี้ยประกันภัย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภค และเป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะบริษัทประกันภัย มีการจัดเก็บสถิติมานานพอ ที่จะสามารถคำนวณเบี้ยประกันภัยให้ออกมาได้ตามความเสี่ยงที่แท้จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าภาพรวมเบี้ยจะถูกลงทั้งหมด แต่จะทำให้คนที่มีความเสี่ยงต่ำจ่ายเบี้ยต่ำ และคนที่มีความเสี่ยงสูงจ่ายเบี้ยสูง สิ่งที่คปภ.ต้องดู คือ การตรวจสอบว่า ราคาเบี้ยที่บริษัทประกันภัยใช้นั้นเหมาะสมหรือไม่
รวมถึง สุขเทพ จันทร์ศรีชวาลา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตรแท้ประกันภัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทขนาดเล็กและกลาง ต้องการให้เปิดเสรีเบี้ยประกันภัย และควรจะเปิดเสรีค่านายหน้าด้วย ซึ่งได้สนับสนุนให้ทำมาโดยตลอด แต่ทางสมาคมประกันวินาศภัย และบริษัทขนาดใหญ่ กลัวว่าบริษัทเล็กจะมีปัญหา จึงไม่ต้องการให้เปิด
ข้อดี คือ จะทำให้บริษัทประกันภัย แข่งขันในการออกสินค้าใหม่ๆ โดยไม่มีราคาเป็นข้อกัด เพราะแต่ละบริษัทรู้ว่าจะให้ราคาแก่ลูกค้าในระดับไหน ที่บริษัทอยู่ได้ และมั่นใจว่าจะไม่มีบริษัทไหนที่จะลดราคาต่ำกว่าต้นทุน เพราะผู้ถือหุ้นคงไม่ยอมแน่ หากยอมจะทำให้บริษัทอยู่ไม่ได้ และล้มไป เหมือน บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย บริษัทพาณิชย์การประกันภัย และ บริษัทอื่นๆ
“ลูกค้าจะได้สินค้ารูปแบบใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทุกวันนี้ทำอะไรไม่ได้ เพราะราคาถูกคุมอยู่ รถบางประเภทขนาดคิดเพดานเบี้ยสูงสุดตามที่รัฐกำหนดแล้วก็ยังขาดทุน อีกแบบกำไรสูงมาก แต่ก็ลดราคาให้ลูกค้าไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย ถึงเวลาที่ภาครัฐควรให้ผู้บริหาร บริหารเงินกองทุนของบริษัทอย่างมืออาชีพ ซึ่งผมคุยกับหลายบริษัทเขาก็อยากให้เปิดเสรีเบี้ย”สุขเทพ กล่าว
สำหรับ พิกัดอัตราเบี้ยประกันภัย ที่คปภ.กำหนดไว้ เช่น ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ที่เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล มีการกำหนดอัตราไว้ 2 ส่วน คือ ส่วนเบี้ยประกันภัยพื้นฐานขั้นสูง โดยเบี้ยประกันภัยชั้น 1 กำหนดสูงสุดไว้ไม่เกิน 1.2 หมื่นบาท ชั้น 2 ไม่เกิน 5,000 บาท ชั้น 3 ไม่เกิน 3,000 บาท และเบี้ยประกันภัยพื้นฐานขั้นต่ำ ชั้น 1 ไม่ต่ำกว่า 7,600 บาท ชั้น 2 ไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท และ ชั้น 3 ไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท
นอกจากนี้ ให้สามารถคิดเบี้ยเพิ่มตามช่วงอายุผู้ขับขี่ อายุรถยนต์ จำนวนทุนประกันภัย และกลุ่มรถยนต์ ที่มีการแบ่งเป็น 5 กลุ่มตามขนาดซีซี ซึ่งทางคปภ.ได้กำหนดอัตราเบี้ยไว้เช่นกัน เช่น ถ้ามีการใช้เพื่อพาณิชย์ ไม่ว่าจะทำชั้น 1 ,2 หรือ 3 ให้บวกเพิ่มขึ้นได้อีก 105% ของเบี้ยพื้นฐานขั้นต่ำและสูง และถ้ารถที่มีขนาดซีซี 2,000 ลงไป ให้บวกเพิ่มได้อีก 112% สำหรับประกันชั้น 1 และ 87% สำหรับประกันชั้น 2
ทั้งนี้ ถึงเวลาที่คปภ.จะต้องรับฟังเสียงภาคเอกชน และ กลับมาทบทวนการตัดสินใจเรื่องการเปิดเสรีค่าเบี้ยประกันภัยอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่มีความเสี่ยงต่ำ จะได้จ่ายเบี้ยประกันต่ำ และเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทประกันภัยในไทย สามารถที่จะแข่งขันกับตลาดเสรีที่ให้สามารถขายสินค้าข้ามพรมแดนได้







