
รัฐแจงนำเข้าน้ำมันผลิตได้แค่จิ๊บจ๊อย แต่ยอดใช้นาน
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะทำหน้าที่บริหารจัดการและดูแลการให้สัมปทานปิโตรเลียม ได้เปิดเผยข้อมูลการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศจริง ภายหลังมีนักวิชาการและองค์กรอิสระตั้งข้อสงสัย เหตุใดไทยยังต้องนำเข้าน้ำมัน ทั้งๆ ที่ผลิตได้เอง
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะทำหน้าที่บริหารจัดการและดูแลการให้สัมปทานปิโตรเลียม ได้เปิดเผยข้อมูลการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศจริง ภายหลังมีนักวิชาการและองค์กรอิสระตั้งข้อสงสัย เหตุใดไทยยังต้องนำเข้าน้ำมัน ทั้งๆ ที่ผลิตได้เอง
ทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยืนยันว่า ไทยยังจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบมาใช้ภายในประเทศ เนื่องจากการผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งปิโตรเลียมในไทยมีอัตราอยู่ที่ 1.5 แสนบาร์เรล/วัน แต่มีความต้องการใช้ในประเทศ 9 แสนบาร์เรล/วัน ต้องนำเข้า 78 แสนบาร์เรล/วัน
ขณะเดียวกันน้ำมันดิบที่ผลิตได้ 1.5 แสนบาร์เรล/วัน ก็ไม่สามารถผลิตเพื่อใช้ในประเทศได้ทั้งหมด มีสัดส่วนประมาณ 3 หมื่นบาร์เรล/วัน ที่จำเป็นต้องส่งออก เนื่องจากคุณภาพน้ำมันไม่เหมาะสมกับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศที่ถูกออกแบบมารองรับน้ำมันจากตลาดดูไบ เพราะเป็นน้ำมันดิบที่ผลิตได้เอง มีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์สูง เป็นโลหะหนัก และเป็นน้ำมันเบา เมื่อผลิตออกมาจะได้สัดส่วนของเบนซินที่สูงเกินความต้องการ
อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการลดข้อสงสัยเรื่องการส่งออกน้ำมันดิบ ล่าสุดได้มอบหมายให้สมาคมโรงกลั่นน้ำมันและสถาบันปิโตรเลียมไปร่วมกันจัดทำแผนรับซื้อน้ำมันดิบในประเทศเพิ่ม แม้ว่าจะเป็นน้ำมันที่ไม่ถูกกับสเปกของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ แต่ก็ขอร้องให้บริษัทน้ำมันเฉลี่ยกันรับซื้อไป โดยตั้งเป้าหมายในปี 2556 จะไม่มีการส่งออกน้ำมันดิบ โดยจะผลิตเพื่อใช้ในประเทศทั้งหมด
นอกจากนี้ เมื่อมีการเปรียบเทียบระบุว่าไทยเป็นประเทศส่งออกน้ำมันในอันดับ 23 ของโลก มีปริมาณกว่า 2 แสนบาร์เรล/วันนั้น เป็นการส่งออกน้ำมันดิบ 3 หมื่นบาร์เรล และน้ำมันสำเร็จรูป 1.98 แสนบาร์เรล/วัน ซึ่งในส่วนของน้ำมันสำเร็จรูปที่ส่งออก เป็นปริมาณน้ำมันที่เหลือจากกำลังการผลิตจากโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ที่มีกำลังการผลิตรวม 1.1 ล้านบาร์เรล/วัน มากกว่าความต้องการในประเทศ แต่หากไม่ใช้ศักยภาพของโรงกลั่นให้เต็มที่ก็จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนได้
ตัวเลขที่นักวิชาการนำมาเผยแพร่ โดยอ้างว่าไทยผลิตน้ำมันได้มากถึง 8.61 แสนบาร์เรล แต่ยังต้องนำเข้า 78 แสนบาร์เรล/ วันนั้น เป็นการนำตัวเลขการผลิตปิโตรเลียมทุกประเภทมาคำนวณให้เป็นหน่วยเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพื่อที่จะได้เห็นภาพว่าไทยสามารถจัดหาปิโตรเลียมในประเทศได้ในสัดส่วนเท่าไหร่
“ปัจจุบันไทยผลิตก๊าซธรรมชาติ 3,317 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต)/วัน ก๊าซธรรมชาติ เหลว 9.5 หมื่นบาร์เรล/วัน และน้ำมันดิบ 1.38 แสนบาร์เรล/วัน เมื่อแปลงสัดส่วนการผลิตให้เป็นหน่วยน้ำมันดิบ จะได้เท่ากับ 8.61 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน ซึ่งผมก็ชี้แจงเรื่องเหล่านี้ไปหมดแล้ว แต่ก็ยังมีการนำประเด็นนี้มาเทียบกับตัวเลขนำเข้าน้ำมันอยู่ ต่อไปนี้คงไม่พูดรวมแล้ว คงต้องแยกให้ชัดเจนว่าไทยผลิตอะไรได้เท่าไหร่กันแน่”
ภาพรวมของแหล่งปิโตรเลียมในประเทศ ภาครัฐไม่เคยปกปิดข้อมูล แต่ที่ผ่านมามี ความพยายามในการนำข้อมูลจากสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) ออกมาเผยแพร่ ซึ่งระบุว่าไทยมีแหล่งปิโตรเลียมจำนวนมาก แต่ไม่มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น ทางกรมเชื้อเพลิงฯ ก็สงสัยในข้อมูลดังกล่าวเช่นกัน และได้ทำหนังสือไปยังสถานทูตสหรัฐเพื่อสอบถามผ่านไปยังซีไอเอในประเด็นดังกล่าว แต่ทางซีไอเอตอบกลับมาอย่างไม่เป็นทางการว่า ถ้าเห็นว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องก็ไม่ต้องนำไปใช้ เมื่อข้อมูลต่างชาติออกมาต่างกับข้อมูลของกรม คนไทยก็ไม่ยอมเชื่อถือข้อมูล ซึ่งไม่ยุติธรรมกับคนที่ดูแลในเรื่องนี้
ทรงภพ กล่าวถึงการจัดเก็บค่าภาคหลวงและผลตอบแทนรัฐจากผู้ประกอบการปิโตรเลียม ว่า การกำหนดอัตราค่าภาคหลวงที่เหมาะสมต้องมองหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งขนาดของแหล่งปิโตรเลียม โอกาสที่จะพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนมูลค่าการลงทุนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันระบบการจัดเก็บรายได้ตามกฎหมายปิโตรเลียมมี 2 ระบบ คือ 1.Thailand 1 ปัจจุบันมีผู้รับสัมปทาน 16 ราย บังคับตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 กำหนดค่าภาคหลวงอัตราคงที่ 12.5% ส่วนภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจ่ายเมื่อมีผลกำไรจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม 50%
ปัจจุบันมีผู้รับสัมปทาน 59 ราย บังคับใช้ภายใต้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2532 กำหนดค่าภาคหลวงแบบขั้นบันได 5-15% ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจ่ายเมื่อมีผลกำไรจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม 50% และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษรายปีแบบขั้นบันได 0-75% ขึ้นอยู่กับสัดส่วนรายได้กับความพยายามในการสำรวจและลงทุนเพิ่มเติมของผู้รับสัมปทานในปีนั้น ซึ่งการกำหนดค่าภาคหลวงตามขนาดของพื้นที่ เป็นแนวทางที่เหมาะสมแล้ว แหล่งใหญ่มากก็จ่ายมาก ถ้าเป็นแหล่งเล็กก็จ่ายน้อย เพื่อที่จะเอื้อให้ผู้ลงทุนมีเงินไว้ลงทุนสำรวจต่อไป







