
เหมาะกับศก.ไทย
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง และอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า จากประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เราใช้กรอบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเป้าหมายมา 53 ปี และเปลี่ยนมาใช้ดอกเบี้ยมา 14 ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นช่วงที่เคยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นกรอบระยะเวลานานถึง 53 ปี และประสบความสำเร็จไม่น้อย จึงมีผู้เสนอให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นกรอบในการดำเนินนโยบาย
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง และอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า จากประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เราใช้กรอบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเป้าหมายมา 53 ปี และเปลี่ยนมาใช้ดอกเบี้ยมา 14 ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นช่วงที่เคยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นกรอบระยะเวลานานถึง 53 ปี และประสบความสำเร็จไม่น้อย จึงมีผู้เสนอให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นกรอบในการดำเนินนโยบาย
ซึ่งก็มีคำถาม 2 คำถาม ว่าการใช้อัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราดอกเบี้ยเหมาะกว่ากัน สำหรับประเทศเปิดอย่างประเทศสิงคโปร์ที่มีการนำเข้าสูงถึง 140% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) การใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นกรอบนั้นไม่ได้ผล สิงคโปร์ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยน แต่สำหรับประเทศไทยที่มีการนำเข้า 70% ของจีดีพี การใช้กรอบอัตราแลกเปลี่ยนจะไม่สนับสนุน
กรณีที่ว่า การให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้เต็มที่จะทำให้การส่งออกดีขึ้น และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ฉะนั้นนโยบายที่ดูแลเสถียรภาพราคาจะทำให้เอกชนวางแผนได้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องมีนโยบายที่ส่งเสริมให้สถาบันการเงินและตลาดเงินสามารถจัดหาเงินทุนให้ภาคเอกชนมีความคล่องตัวน่าจะเป็นเรื่องหลัก
เพราะฉะนั้น การให้ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้อ่อน คงไม่ช่วยให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเหตุผล หรือปัจจัยสนับสนุนให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นกรอบเป้าหมายในการดำเนินนโยบายการเงิน
อย่างไรก็ตาม แม้ ธปท.ควรจะใช้เป้าหมายเงินเฟ้อเป็นกรอบนโยบาย แต่ก็ต้องดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เพราะตลาดทุนและตลาดเงินใหญ่ขึ้นมาก มีกระแสเงินทุนเคลื่อนไหวที่มากเกินไป ทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวแกว่งตัวแรงเป็นครั้งคราว นอกจากนี้ยังต้องดูแลด้านการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกปลี่ยน ที่ปัจจุบันตลาดล่วงหน้ามีสภาพคล่องค่อนข้างต่ำ และธุรกิจขนาด กลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ประสบปัญหาวงเงินที่ทำสัญญากับธนาคารมีจำกัด ประการสุดท้าย คือ ควรจัดหาแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการเพื่อใช้ในการปรับตัว เช่น การลงทุนด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมีเรื่องเวนเจอร์ แคปปิตอล ที่มีการพูดกันมานาน แต่จนถึงปัจจุบันไม่มีความก้าวหน้าอะไร รวมทั้งการให้ลูกหนี้ยังต้องค้ำประกันส่วนตัวในการขอสินเชื่อ ก็ส่งผลให้ภาคเอกชนของไทยไม่สามารถแข่งขันได้
เพราะฉะนั้น ต่อให้มีการใช้เป้าหมายเงินเฟ้อต่อไป แต่ ธปท.ก็ยังคงต้องดูแลอัตราแลกเปลี่ยน







