
เลิกพยุงบาทอุ้มส่งออกหาเครื่องมือสู้ทุนทะลัก
นักเศรษฐศาสตร์แนะ ธปท.เลิกแทรกแซงค่าเงินอุ้มผู้ส่งออกจนตัวเองเจ๊ง ชี้หลังจากนี้เงินทะลักแน่
นักเศรษฐศาสตร์แนะ ธปท.เลิกแทรกแซงค่าเงินอุ้มผู้ส่งออกจนตัวเองเจ๊ง ชี้หลังจากนี้เงินทะลักแน่
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ภัทร กล่าว ในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า การดำเนินนโยบายเพื่อดูแลค่าเงินบาทหลังจากนี้ จะส่งผลต่องบดุลของ ธปท. หลังจากพบว่ากำไรสุทธิลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดจะมีความผันผวนรุนแรงมากขึ้น ขณะที่การแทรกแซงค่าเงินมากขึ้น ทำให้มีต้นทุนสูงถึง 34% ขณะที่ได้รับผลตอบแทนเพียง 1%
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า หากแทรกแซงมากขึ้นก็จะขาดทุนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความยืดหยุ่นของการดำเนินนโยบายต่างๆ ดังนั้น นับแต่นี้ไป ธปท.ไม่ควรที่จะเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท ควรจะปล่อยให้เคลื่อนไหวไปตามกลไกตลาด
“ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องลดการพึ่งพาการส่งออกและหันมากระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เลิกตั้งเป้าหมายให้ส่งออกขยายตัวเป็น 3 เท่าของจีดีพี เพราะหากยังพึ่งการส่งออกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้ต้องอุ้มผู้ส่งออกต่อไป” นายศุภวุฒิ กล่าว
นายศุภวุฒิ ประเมินว่า ขณะนี้คงต้องมีการติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เพราะสหรัฐคงจะใช้ QE3 ต่อไปอีกอย่างน้อย 30 เดือน หรือกลางปี 2558 ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนมาก จากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาลงทุนในไทย เพื่อหาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่สูงกว่า เพราะดอกเบี้ยพันธบัตรของสหรัฐ ระยะ 2 ปี อยู่ที่ 0.25% ส่วนพันธบัตรไทยดอกเบี้ยสูงถึง 3%
นายอัมมาร สยามวาลา ประธานที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ปัจจุบันแม้ว่า ธปท.จะไม่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นตัวกำหนดนโยบายการเงิน แต่ยังคงใช้เครื่องมือนี้ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มส่งออก เห็นได้จากความพยายามที่จะทำให้ค่าเงิน บาทอ่อนลง เพื่อให้ผู้ส่งออกได้เปรียบในเรื่องของราคา เมื่อเป็นแบบนี้ยิ่งทำให้ผู้ส่งออกไทยไม่มีการพัฒนาเรื่องคุณภาพการผลิต
นอกจากนี้ ความพยายามทำให้ค่าเงินบาทอ่อน ยิ่งเป็นการซ้ำเติมเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน แม้จะขึ้นค่าจ้าง 300 บาท ก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้นหากภาครัฐไม่มีมาตรการมาเสริม แนวนโยบายที่ถูกต้องควรปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามกลไกตลาดจากการไหลเข้าของเงินทุน
ด้านนายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ธปท.ควรสลับกันใช้นโยบายการเงินระหว่างการกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อและการกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะหากเลือกใช้อย่างหนึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาได้โดยเฉพาะภาคการส่งออก เช่น ถ้าใช้การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียวโดยไม่ใช้การกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนไม่แทรกแซงค่าเงินเลย จะสร้างปัญหากับธุรกิจส่งออกจึงต้องสลับใช้







