
แนะใช้แผน BCP รับความเสี่ยงทางธุรกิจ
....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
สำหรับภาคธุรกิจระหว่างประเทศแล้ว เหตุการณ์ความวุ่นวายภายในประเทศในช่วง 3
–4 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติรัฐประหาร การยึดทำเนียบรัฐบาล การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง ฯลฯ ความจริงแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเท่าใดนักแต่เหตุการณ์ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมืองระหว่างวันที่ 25 พ.ย.
–4 ธ.ค. 2551 กลับส่งผลกระทบตรงกันข้าม เกิดความสับสนอลหม่านในการแก้ไขปัญหา สร้างความเสียหายทางธุรกิจอย่างมาก นับเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับประเทศไทยที่ยังขาดความพร้อมในด้านแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan) หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า BCP โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังเกิดเหตุการณ์ประท้วงบ่อยครั้ง ยิ่งทำให้ภาคธุรกิจหวั่นวิตกเป็นอย่างมาก และปัจจุบันยังไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยงานใดได้BCP เป็นการจัดทำเพื่อหาแผนสำรองเพื่อรองรับให้ธุรกิจดำเนินการไปได้เมื่อเกิดภาวะไม่ปกติมากระทบกับกิจกรรมในด้านต่างๆ เช่น ภัยธรรมชาติ การก่อการร้าย การประท้วง การนัดหยุดงาน เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องจัดเตรียมแผนเอาไว้ล่วงหน้าอย่างใดบ้าง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญมากในการแข่งขัน เนื่องจากหากธุรกิจหยุดชะงักแล้ว นอกจากจะสูญเสียรายได้ จ่ายค่าเสียหายที่ไม่อาจจัดส่งสินค้าหรือให้บริการได้ทันตามกำหนด และสูญเสียลูกค้าจำนวนมากให้กับบริษัทคู่แข่งในช่วงกิจการหยุดชะงักแล้ว เมื่อกิจการเปิดดำเนินการอีกครั้งหนึ่ง ลูกค้าจำนวนมากจะไม่หวนกลับมาติดต่อธุรกิจตามเดิม ซึ่งกว่าจะแย่งลูกค้ากลับคืนมาได้แต่ละราย ก็จะต้องใช้ความพยายามและทรัพยากรจำนวนมาก
จากเหตุผลข้างต้นในแวดวงธุรกิจเราจึงมักจะพบเห็นบริษัทจำนวนมากที่ภายหลังธุรกิจหยุดชะงัก แม้จะเปิดกิจการอีกครั้งหนึ่ง แต่จะต้องปิดกิจการอย่างถาวรในเวลาต่อมา เนื่องจากธุรกิจประสบกับการขาดทุน อันเป็นผลมาจากไม่สามารถแย่งลูกค้าจำนวนมากที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้
ขณะเดียวกันรัฐบาลในหลายประเทศได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสนับสนุนภาคเอกชนเกี่ยวกับการจัดทำแผน BCP เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องในภาวะวิกฤต ครอบคลุมถึงความเสี่ยงจากการปิดสนามบินด้วย เป็นต้นว่า ท่าอากาศยานนานาชาติของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้จัดทำแผน BCP รวมถึงได้ฝึกซ้อมย่อยและฝึกซ้อมใหญ่หลายครั้ง
ตัวอย่างหนึ่ง คือ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2551 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ฝ่ายพันธมิตรจะบุกยึดท่าอากาศยานของไทย 1 เดือน ท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ได้ฝึกซ้อมใหญ่เป็นเวลา 4 ชั่วโมง เกี่ยวกับเหตุการณ์จำลองเกี่ยวกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้ต้องปิดอาคารผู้โดยสารหลัก และเปลี่ยนไปใช้อาคารผู้โดยสารอีกแห่งหนึ่ง เพื่อให้สามารถเปิดบริการได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีสายการบิน 6 แห่งเข้าร่วมและมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการฝึกซ้อมมากถึง 600 คน โดยนับเป็นการฝึกซ้อมเกี่ยวกับแผน BCP ในด้านสนามบินที่เป็นครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จึงได้จัดประชุมหารือกับสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีพนักงานหลายแสนคน และได้รับผลกระทบค่อนข้างสูงจากเหตุการณ์ปิดสนามบินในครั้งนั้น
จากนั้นได้นำเสนอคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อหามาตรการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดจัดทำแผน BCP เพื่อเตรียมรับกับปัญหา ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2552 มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อไป
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีความก้าวหน้าในการดำเนินการมากนัก ทำให้สมาชิกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากทั้งบริษัทแม่ในต่างประเทศและลูกค้ายังคงไม่มั่นใจถึงมาตรการของรัฐบาลที่จะรองรับการปิดสนามบิน โดยทั้งบริษัทแม่และลูกค้ายังกระจายการลงทุนและคำสั่งซื้อไปยังหลายประเทศเพื่อลดความเสี่ยง แทนที่จะมุ่งเน้นลงทุนหรือจัดซื้อจากประเทศไทย
ดังนั้น ในช่วงเดือน ธ.ค. 2552 และในเดือน ม.ค. 2553 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ก็ได้ไปชี้แจงต่อที่ประชุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่งเพื่อขอให้เร่งรัดมาตรการจัดทำแผน BCP เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นการด่วน







