
ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบล. มองข้ามช็อตปรับตัวรับเปิดเสรี
หญิงเก่ง&แกร่ง ของวงการตลาดทุนยุคนี้ต้องยกให้กับ
“ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ” ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์คนใหม่และเป็นผู้หญิงคนแรก ที่เด็ดเดี่ยว กล้าเข้ามารับตำแหน่งนี้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้นในช่วงถ่ายเปลี่ยนค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชัน) เพราะแม้แต่ชายอกสามศอก ยังส่ายหน้า ขอโบกมืออำลา เพราะเห็นแล้วว่าหนทางในตำแหน่งนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีแต่ปัญหาหนักอกให้แก้ไขตลอดปัญหาแรกที่นายกสมาคมคนใหม่เลี่ยงไม่พ้นหลังรับตำแหน่งคือ คอมมิชชันขั้นบันได ล่วงมาจนวันนี้ เธอพูดชัดแจ๋วว่า
“ไม่สนใจเรื่องคอมมิชชันอีกแล้ว ถือว่าจบ เลิกคุย ตอนนี้ต้องมองไปข้างหน้าว่าจะทำอะไรให้เราเดินไปข้างหน้าได้ อย่ามามัวคิดใกล้ๆ เพราะเมื่อเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์คนที่จะแข่งกับเราอยู่ข้างนอก”“
ภัทธีรา” เปิดใจถึงที่มาของคำว่า จบกันที กับเรื่องคอมมิชชันว่า โบรกเกอร์สถาบันมีมุมมองว่า ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีคอมมิชชันแบบขั้นบันได โดยโบรกเกอร์ที่มีฐานลูกค้ารายย่อยซึ่งมีรายได้การันตีที่ระดับ 0.25% ทำให้มีกำลังลด ราคาให้กับนักลงทุนสถาบันได้ เมื่อมานั่งคุยกันว่าในทางปฏิบัติทำได้จริงหรือไม่ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า โบรกเกอร์ที่มีฐานลูกค้าบุคคล แม้จะคิดคอมมิชชันในอัตรา 0.25% แต่ก็มีต้นทุนในการให้บริการต่อหน่วยลูกค้าในระดับสูงเช่นกัน ดังนั้นหากไม่ใช่โบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดระดับสูงๆ คงไม่สามารถจะเสนอคอมมิชชันระดับต่ำๆ ได้
จึงได้กำหนดอัตราคอมมิชชัน แนะนำ ที่ระดับ 0.15% นี้ ไปอีก 2 ปี จนกว่าจะมีการเปิดเสรีคอมมิชชันอย่างเต็มรูปแบบ เพราะเห็นแล้วว่าเป็นระดับเหมาะสม จากการศึกษาแล้วพบว่า ต้นทุนในการทำธุรกิจอยู่ที่ 0.18% แต่หากโบรกเกอร์ใดจะเสนอต่ำกว่าอัตราแนะนำ ก็ย่อมทำได้ แต่ถ้าทำให้สมาชิกเสียหาย หรือสร้างความเดือดร้อนทางสมาคมก็คงจะเข้ามาดูแลว่ามีอะไรที่พอจะหารือได้ ตามบทบาทของสมาคมที่ทำได้
“
ตลาดหุ้นเราเล็ก ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเปิดเสรีทำให้ไม่มีรายได้เพียงพอ ถ้าสามารถอธิบายให้สถาบันเข้าใจว่ามีโบรกเกอร์ไม่กี่แห่งจะมาลดราคาเพื่อแย่งชิงลูกค้าสถาบัน ถือว่าเรื่องนี้จบกันไป ต้องยอมรับว่าทุกคนอาจไม่ได้ 100% ยอมเสียบ้างแต่เดินไปได้ และเดินแบบนี้ต่อไปอีก 2 ปี หลังจากนั้นทุกคนค่อยสู้กันเต็มรูปแบบ”ข้อสรุปนี้เป็นการคุยกันนอกรอบแต่อีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ทางชมรมผู้ประกอบการธุรกิจหลักทรัพย์สถาบัน จะมีการสรุปหารืออีกครั้ง ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งชมรมนี้ เพื่อพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์สถาบัน จากอดีตมองว่าเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้เท่าที่ควร
ด้านตลาดหลักทรัพย์เอง ก็พยายามพัฒนานักลงทุนสถาบันเช่นกัน ซึ่งในระยะหลังนี้ จะเห็นสัดส่วนการลงทุนของสถาบันเพิ่มแต่มาจากพอร์ตลงทุนของโบรกเกอร์มากกว่า ขณะที่การลงทุนโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และสถาบันต่างชาติสัดส่วนกลับจะลดลง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สมาคมบริษัทหลักทรัพย์อยากเห็นมากที่สุดคือ การให้โบรกเกอร์ทำการตลาดด้วยวิธีการอย่างสร้างสรรค์ ไม่ควรใช้ด้านราคาเพียงอย่างเดียว โดยราคานั้นควรจัดให้เหมาะสมกับผู้ลงทุน และการให้บริการ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ขณะนี้ตลาดทุนไทยจะก้าวเข้าสู่ตลาดเสรีในเวลาอีกไม่นานนี้ ดังนั้นอย่าเสียเวลาทะเลาะกันในประเทศ เพราะหากยังไม่พร้อมกับการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ เมื่อมีการเปิดเสรีจริง ต่างชาติเข้ามาแข่งขันแล้ว เราอาจประสบกับปัญหาใหม่ๆ ซึ่งไม่อยากจะให้เกิดสถานการณ์ เช่นนั้น
สำหรับสิ่งที่ต้องเร่งทำคือ 1.รีบรวมตัวทำให้ตลาดมีความแข็งแรง เพื่อพร้อมรับกับการแข่งขันภายนอกที่จะเข้ามา หากสินค้าเราตันก็ควรเริ่มมองหาสินค้าต่างประเทศ เพื่อนำมาซื้อขายในตลาดหุ้นไทย เช่น อีทีเอฟต่างประเทศ เป็นต้น
2.ปัจจัยที่ต้องเร่งแก้ไข คือ จำนวนผู้ลงทุนที่น้อยเกินไป สิ่งที่จะดึงให้คนใหม่เข้าตลาดหุ้นคือการลงทุนแล้วได้กำไร ไม่ใช่ว่าไปดึงให้คนใหม่เข้ามาเปิดบัญชีและลงทุนโดยไม่มีพื้นฐานรองรับ ดังนั้นควรจะมีเครื่องมือช่วยตัดสินใจให้แก่นักลงทุน เช่น บทวิเคราะห์ เป็นต้น
“
ในอนาคตเมื่อเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ ต่างชาติไม่จำเป็นต้องเข้ามาเปิดสำนักงาน (ออฟฟิศ) ในประเทศ สามารถส่งคำสั่งซื้อขายตรงมายังตลาดหลักทรัพย์ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องผ่านโบรกเกอร์ในไทยเหมือนเช่นปัจจุบันอีกต่อไป ทำให้ต้นทุนเขาถูกกว่า หากโบรกเกอร์ยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวก็ไม่ใช่ เพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก เราต้องมานั่งคิดที่จะหาวิธีรับกับการเปลี่ยนแปลง เลิกกับการมานั่งทะเลาะเรื่องคอมมิชชันอีกต่อไปได้แล้ว”ดังนั้น ทางสมาคมจะมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาเพิ่มธุรกรรมในตลาดทุน เพื่อหาจุดอ่อนของโบรกเกอร์และจะแก้ไขหรือรับมืออย่างไรกับการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ในปี 2555 ซึ่งจะมาจากตัวแทนจากโบรกเกอร์ต่างประเทศในไทย และโบรกเกอร์ไทยที่จะไปทำธุรกรรมต่างประเทศ
ฟังแล้ววาระในตำแหน่งนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ที่เหลืออยู่ปีกว่าของ
“ภัทธีรา” ไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่เจ้าตัวยังยอมรับว่า หนักใจ เพราะโจทย์ยากขึ้น แต่เหตุที่ตัดสินใจรับตำแหน่งนี้ เพราะมองว่า แล้วใครจะทำ และฝากบอกว่า จริงๆ ไม่ได้ทำเพื่ออยากทำร้ายใคร แต่ต้องการให้ตลาดทุนไทยแข็งแกร่งและอยู่ในจอเรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลก






