
‘STPI-STEC’แกร่ง
เงินสดท่วมงานในมือกินนาน3ปีทิสโก้ตั้งเป้าหุ้นปีหน้า1,450จุด
เงินสดท่วมงานในมือกินนาน3ปีทิสโก้ตั้งเป้าหุ้นปีหน้า1,450จุด
“STECSTPI” ฐานะปึ้ก ตุนเงินสดในมือกว่า 1 หมื่นล้าน งานในมือมั่นคงกินยาวกว่า 3 ปี หนุนอาณาจักร “ชาญวีรกุล” มั่นคง
แหล่งข่าวจากผู้บริหาร บริษัท เอสทีพีแอนด์ไอ (STPI) เปิดเผยว่า ในอนาคตการทำธุรกิจของ STPI จะมีความมั่นคงและมีรายได้ที่มีเสถียรภาพมาก เพราะขณะนี้บริษัทมีงานในมือกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะสามารถรับรู้เป็นรายได้ได้อย่างต่อเนื่องใน 3 ปีนับจากนี้
นอกจากนี้ งานของ STPI นั้นถือว่าเป็นงานระดับสูง ซึ่งจะสามารถสร้างอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี และจะสนับสนุนการเติบโตที่ดีให้กับกิจการได้
“ราคาหุ้นของ STPI ปรับตัวขึ้นมาเหนือ 40 บาท หลังจากนักวิเคราะห์ได้ขอเข้าพบผู้บริหารและรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับงานในอนาคต ซึ่งบริษัทจะมีการเติบโตที่มั่นคงและมีรายได้ต่อเนื่อง” แหล่งข่าวเปิดเผย
นอกจากนี้ การที่ STPI ไม่มีหนี้และมีเงินสดในมือกว่า 4,000 ล้านบาท จึงได้รับความสนใจจากนักลงทุน ขณะนี้นักลงทุนต่างประเทศได้เข้ามาถือหุ้นใน STPI ในระดับกว่า 10% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 5-6% หลังจากบริษัทได้ออกไปนำเสนอข้อมูลหรือโรดโชว์
ขณะที่ ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตแข็งแกร่ง เพราะขณะนี้มีงานในมือเกือบ 3 หมื่นล้านบาท รองรับการสร้างรายได้ได้กว่า 3 ปีเช่นกัน และมีเงินสดในมือกว่า 6,000 ล้านบาท เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บริษัทมีความได้เปรียบเรื่องการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ
“ตอนนี้ STPI และ STEC มีเงินสดในมือรวมๆ กันกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทำให้มีอำนาจต่อรองในการซื้อสินค้าได้ราคาที่มีต้นทุนถูกลง เพราะต้องยอมรับว่าการรับงานรัฐนั้นมาร์จินไม่ได้มาก ดังนั้นจะต้องมีวิธีในการบริหารและจัดการต้นทุน ถ้าหากสามารถทำได้ดีก็จะมีกำไรดีขึ้นมาก” แหล่งข่าวเปิดเผย
นอกจากนี้ การที่ทางกลุ่มมีเงินสดในมือมากทำให้ผู้ประกอบการที่ขายวัสดุก่อสร้างพร้อมที่จะขายสินค้าให้กับบริษัท และขายในราคาพิเศษเนื่องจากได้รับเงินทันที ขณะที่รายอื่นๆ นั้นจะใช้ระบบเครดิต ตั้งแต่ 30-90 วัน จึงทำให้ทุกวันนี้บริษัทอยู่ในภาวะที่สามารถต่อรองได้และจะรับงานใหม่ที่มีมาร์จินที่ดี
“STPI และ STEC เป็นหุ้นของตระกูล ชาญวีรกุล เมื่อราคาหุ้นของทั้งสองตัวปรับตัวขึ้นก็จะเพิ่มความมั่งคั่งได้มาก” แหล่งข่าวเปิดเผย
แนวโน้มตลาดหุ้นในปีนี้ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ คาดว่า ดัชนีหุ้นสิ้นปีนี้ อยู่ที่ 1,300 จุด ส่วนสิ้นปี 2556 อยู่ที่ระดับ 1,450 จุด แต่ตลาดอาจจะปรับขึ้นมากกว่านี้ได้ หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันขึ้นมา 25 เหรียญ จะทำให้กำไรสุทธิของกลุ่มพลังงานคิดเป็นต่อปีเพิ่มขึ้น 30% ส่วนใหญ่มาจากสต๊อก
นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ คาดว่า เม็ดเงินต่างชาติจะเริ่มไหลกลับมาจะทำให้หุ้นขนาดใหญ่กลับมาโดดเด่นขึ้น หลังจากที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กปรับตัวขึ้นมามากในขาขึ้นรอบนี้ จะทำให้หุ้นขนาดใหญ่กลับมาโดดเด่นขึ้น และเพิ่มหุ้นวัฏจักรที่มีการบริโภคภายในประเทศ
สำหรับเงินทุนต่างประเทศจะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากยอดซื้อขายสุทธิรวมของต่างชาติในช่วง 6 เดือนย้อนหลัง (นับตั้งแต่เดือน เม.ย.) ยังติดลบอยู่ 1.7 หมื่นล้านบาท เทียบกับเดือน ก.พ.และ มี.ค. ที่มีเงินไหลเข้าราว 34 หมื่นล้านบาทต่อเดือน
“เราชอบ บริษัท ซีพี ออลล์ (CP ALL) บริษัท ไทยออยล์ (TOP) ธนาคารกรุงไทย (KTB) และ บริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) และยังคงแนะนำหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟร์เซ่น โปรดักส์ (TUF) บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) และตัดหุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ออกจากหุ้นเด่น” บล.ทิสโก้ ระบุ







