
จำนำข้าวรอบใหม่4.5แสนล้าน
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาถึงผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังที่จะเข้าโครงการรับจำนำข้าวรอบพิเศษเดือน ก.ย.นี้
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาถึงผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังที่จะเข้าโครงการรับจำนำข้าวรอบพิเศษเดือน ก.ย.นี้
และข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ปี 2555/2556 ปรากฏว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขอเพิ่มปริมาณการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังรอบพิเศษเพิ่มเติมอีก 3.3 ล้านตัน ใช้เงิน 4.95 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ขออนุมัติไปแล้ว 2.2 ล้านตัน รวมทั้งหมด 5.5 ล้านตัน
ด้านผลผลิตข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่ คาดว่าปริมาณจะลดลงเหลือ 23 ล้านตัน จากคาดการณ์เดิม 25.8 ล้านตัน และข้าวเปลือกนาปรังปี 2556 จะมีผลผลิต 11 ล้านตัน ส่งผลให้ผลผลิตข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่มีรวมทั้งสิ้น 34 ล้านตัน จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 37 ล้านตัน
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ปริมาณผลผลิตดังกล่าว รัฐบาลยังคงใช้เงินหมุนเวียนในการรับจำนำข้าวเปลือกฤดูกาล 2555/2556 ในวงเงินเท่าเดิม คือ 4.05 แสนล้านบาท เพราะปริมาณข้าวเปลือกที่เพิ่มขึ้นมานั้น จะมาอยู่ในส่วนการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังรอบพิเศษนี้แล้ว ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาวันที่ 25 ก.ย.นี้
สำหรับกรณีที่ภาคเอกชนได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลไม่มีคำสั่งซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 7 ล้านตันจริงนั้น บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ยืนยันว่า รัฐบาลมีคำสั่งซื้อข้าวจีทูจีจริง แต่เป็นสัญญาระยะยาว ไม่ได้ส่งมอบการซื้อขายข้าวภายในปีเดียวแล้วจบ โดยคาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้ รัฐบาลจะส่งมอบข้าวจีทูจีได้ปริมาณมากถึง 1.8 ล้านตัน ซึ่งความจริงแล้วต้องการผลักดันให้ส่งออกจีทูจีให้ถึง 2 ล้านตัน แต่ติดปัญหาเรื่องศักยภาพของท่าเรือในการขนส่งสินค้าไปให้กับประเทศผู้ซื้อไม่สามารถทำได้
‘สรยุทธ’ แจงค่านายหน้า
หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดพนักงานบริษัท อสมท 2 คน และบริษัท ไร่ส้ม ที่มี สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการเล่าข่าวชื่อดังเป็นกรรมการผู้จัดการ กรณีเจ้าหน้าที่ อสมท ช่วยให้บริษัท ไร่ส้ม โฆษณาเกินเวลาที่กำหนดในสัญญา ทำให้ อสมท เสียหายกว่า 138 ล้านบาท ส่งให้อัยการดำเนินการฟ้องคดีอาญาต่อไป
สรยุทธ ชี้แจงข้อกล่าวหายักยอกโฆษณาใน อสมท ว่า สัญญาที่ตกลงไว้กับ อสมท คือแบ่งเวลาโฆษณาสัดส่วน 50% กับ 50% ส่วนโฆษณา 138 ล้านบาทเศษที่เห็นไม่ตรงกัน ได้ชำระให้ อสมท ไปครบถ้วนแล้ว แต่ที่ อสมท ลงโฆษณาส่วนเกิน อสมท ปฏิเสธที่จะชำระให้บริษัท ตนในนามของบริษัท ไร่ส้ม ก็ได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณา อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเงิน 138 ล้านบาทเศษ ได้ชำระให้ อสมท ไปครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีความเสียหายด้านตัวเงิน
ประเด็นต่อมา ป.ป.ช.มีมติว่าบริษัทและตนมีความผิด เพราะคำให้การของพนักงาน อสมท ระดับธุรการคนหนึ่งอ้างว่าดำเนินการตามคำแนะนำของตน ซึ่งตนก็มีหน้าที่จะไปพิสูจน์ตามกระบวนการต่อไปว่าตนไม่ได้รู้เห็น ให้คำแนะนำ ไม่แม้แต่จะรู้จักพนักงานคนนี้ และไม่ได้เข้าไปข้องเกี่ยว ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่ตนจะให้พนักงานระดับเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวทำอะไรให้ตน โดยไม่มีใครใน อสมท ตรวจสอบพบ
สำหรับเรื่องการสั่งจ่ายเช็คนั้น ยืนยันว่าเป็นการสั่งจ่ายเช็คตามปกติ ในฐานะผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทอย่างถูกต้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจ่ายค่านายหน้าโฆษณาตามปกติ และหักภาษี ณ ที่จ่าย
ส่วนที่ ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีหลักฐานเป็นเช็คของบริษัท ไร่ส้ม ซึ่งผม (สรยุทธ) ลงลายมือชื่อเอาไว้จำนวน 6 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 7 แสนกว่าบาท ป.ป.ช.ชี้มูลว่า หรือเห็นว่า เป็นค่าตอบแทนของบริษัทให้กับพนักงานคนนั้น ระดับธุรการ เพื่อจะปกปิดเรื่องนี้นั้น นี่คือข้อชี้มูลนะครับ ก็ขออนุญาตสั้นๆ นะครับ ท่านผู้ชมนะครับ ว่า ในส่วนนี้เนี่ยนะฮะ ผมก็จะได้พิสูจน์ในชั้นศาลต่อไปว่าผมเป็นกรรมการมีอำนาจลงนามแทนบริษัท เช็คทุกใบที่ออกจากบริษัท ผมเป็นผู้มีอำนาจลงนาม และการลงนามในเช็คนั้น ก็เป็นการลงนามตามขั้นตอนการเบิกจ่ายค่านายหน้าการประสานงานโฆษณาตามปกติ ที่สำคัญเป็นการจ่ายโดยมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย เอาไว้อย่างถูกต้องครบถ้วน มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายนะฮะ จึงไม่ได้เป็นกรณีจ่ายสินบนตอบแทนแต่ประการใด
ป.ป.ช.ชี้มูลว่า ความผิดของพนักงาน อสมท ระดับธุรการ 1 คน มีความผิดวินัยร้ายแรงและอาญา แต่พนักงาน อสมท อีก 1 คน ผิดวินัยที่ปล่อยปละละเลย ผมก็จะได้ใช้สิทธิพิสูจน์ในชั้นศาลต่อไปนะครับว่า อสมท เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจและอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ย่อมต้องมีระบบตรวจสอบทั้งระบบภายนอกและภายในที่เข้มข้น ผมจะได้พิสูจน์ให้เห็นต่อไป ซึ่งก็จะใช้สิทธิของผมว่า ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะขอให้พนักงานระดับธุรการเพียงคนเดียวของ อสมท ปกปิดเรื่องนี้เอาไว้ โดยไม่มีใครตรวจสอบพบหรือไม่มีใครพบเป็นระยะเวลายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณาออกอากาศอย่างเปิดเผย และเป็นที่รับรู้กันในเวลานั้นว่าเป็นรายการใน อสมท ที่มีโฆษณามากที่สุด
วอนเลิกคุ้มครอง 3จี
ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือไปยังศาลปกครอง เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการประมูล 3จี เพื่อบรรเทาทุกข์ก่อนพิพากษา จากกรณีที่บริษัท กสท โทรคมนาคม ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เมื่อปี 2553 ส่งผลให้ไม่สามารถประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ได้
ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องการให้ศาลปกครองสั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินนั้น เพราะต้องการให้การประมูลไลเซนส์ 3จี ของ กสทช.ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 16 ต.ค.นี้ ไม่มีปัญหาใดๆ และขณะนี้ประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล 2.1 กิกะเฮิรตซ์ มีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ประกาศฉบับเดิมสมัยยังเป็น กทช.ไม่มีผล
“การดำเนินงานทำภายใต้ พ.ร.บ.กสทช. 2553 แล้ว ดังนั้นประกาศฉบับเก่าที่ศาลสั่งคุ้มครอง แม้จะยังมีผลทางคดีอยู่ แต่ก็ไม่มีผลต่อการประมูล แต่เพื่อความสบายใจในการประมูล กสทช. จึงอยากให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองการประมูลครั้งก่อน แต่ขณะนี้ศาลยังไม่มีคำตอบแต่อย่างใดจากคำที่ร้องขอไป เนื่องจากกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณา” ฐากร กล่าว
นอกจากนี้ ยังขอให้ กสทฯ และบริษัท ทีโอที ที่ยังมีปัญหาหรือไม่เข้าใจกับ กสทช. โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องคืนคลื่นความถี่ หลังหมดสัมปทาน เปิดให้ กสทช. ชี้แจงในเรื่องต่างๆ ได้ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เพราะก่อนหน้านี้ ทีโอที เคยเตรียมที่จะฟ้องร้อง กสทช. เพราะไม่ต้องการคืนคลื่นดังกล่าวกลับมาที่ กสทช.ทันที







