
ส่องโอกาสลงทุนเพื่อนบ้านลุมน้ำโขง
ท่ามกลางความเสี่ยงของเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซน ทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นความหวังสำคัญของธุรกิจไทยในการขยายฐานตลาดสินค้า
ท่ามกลางความเสี่ยงของเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซน ทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นความหวังสำคัญของธุรกิจไทยในการขยายฐานตลาดสินค้า
แน่นอนว่า จุดสนใจของนักลงทุนทั่วโลกเวลานี้ก็กำลังพุ่งเป้าหมายมาที่อาเซียนไม่ต่างกับไทย โดยเฉพาะ 4 ประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง (ซีแอลเอ็มอี) ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้เข้าไปบุกเบิกอยู่ก่อนแล้ว และต้องการเปิดประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบการรายอื่นของไทยได้ออกไปขยายธุรกิจในประเทศเหล่านี้มากขึ้นด้วย เพราะถ้าช้าก็จะถูกประเทศอื่นหนีห่างไปเรื่อยๆ
เริ่มจาก สกล ชีวะโกเศรษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีกัมพูชา และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีลาว กล่าวว่า ประเทศกัมพูชาและลาวมีศักยภาพที่โดดเด่นคล้ายๆ กัน คือ 1.มีระบบการเมืองที่มั่นคง เด็ดขาด จึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ 2.มีทรัพยากรเพียงพอที่จะใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบด้านการเกษตรได้ เนื่องจากทั้งสองประเทศนี้สามารถผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวมกันได้ถึง 2 ล้านตัน และ 3.มีทรัพยากรบุคคลซึ่งอยู่ในวัยทำงานมากถึง 50% ของประชากรทั้งหมด
“ช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกต่างแย่งกันเข้าไปลงทุนใน 2 ประเทศนี้กันฝุ่นตลบ ไทยเองก็คงจะรอช้าไม่ได้ และไม่ต้องรอให้เปิดเออีซีก่อนค่อยไปลงทุน เพราะปัจจุบันก็มีการค้าขายผ่านชายแดนอยู่แล้ว ซึ่งทั้งกัมพูชาและลาวต่างนิยมสินค้าไทย จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนไทยจะโยกย้าย ขยายฐานการผลิตเข้าไป”
เรื่องค่าจ้างนั้น ไม่ต้องคิดมากเลยว่า เมื่อมีการเปิดเออีซีแล้วจะทำให้ค่าจ้างสูงขึ้น เพราะมันมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่ก็ยังต่ำกว่าไทยมาก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่เอสเอ็มอีของไทยจะเข้าไปลงทุนได้ โดยเฉพาะเทรดดิง รวมทั้งสิทธิประโยชน์ในการลงทุนก็เอื้อต่อการลงทุน
ด้าน บุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนากลยุทธ์และธุรกิจ กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า พม่าก็ถือเป็นอีกประเทศที่กำลังเนื้อหอม เหมาะกับการเป็นแหล่งวัตถุดิบ เพราะมีพื้นที่เพาะปลูกมหาศาล โดยเฉพาะข้าวโพดและข้าว (ปลายข้าว) ขณะเดียวกันก็ยังเป็นตลาดใหญ่ รวมทั้งธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมก็มีแนวโน้มสดใส
อย่างไรก็ตาม พม่าเพิ่งเปิดประเทศ ทำให้ยังมีปัญหาและอุปสรรคบ้าง เช่น ระบบการเงิน มีสถาบันการเงินไม่พอ อัตราแลกเปลี่ยนไม่นิ่ง ขาดเทคโนโลยี บุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญ
ดังนั้น การเข้าไปลงทุนจึงต้องมองไปที่การเพิ่มมูลค่าสินค้า ธุรกิจที่ยังมีโอกาสสูง เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหารไทย เครื่องปรับอากาศ และโรงพยาบาล โดยการลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะคู่ค้ากัน ส่วนนักลงทุนใหม่ควรเข้าผ่านทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
ชัยนันท์ หนูเพ็ชร์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพีเวียดนาม คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ซีพีเข้าไปลงทุนในเวียดนามมา 20 ปีแล้ว 5 ปีแรกการเมืองการปกครองของเวียดนามมั่นคง มีการสร้างผู้นำเป็นระบบ การลงทุนก็เปิดกว้าง แต่ช่วงที่ผ่านมามีการปรับกฎระเบียบการค้า การลงทุนชัดเจนขึ้น
“ธุรกิจที่จะขยายการลงทุนเข้าไปเวียดนาม ถ้าเป็นด้านการผลิตจะได้รับการสนับสนุนที่ดีมาก เพราะมีนิคมอุตสาหกรรมถึง 200 แห่งทั่วประเทศ แต่หากเข้าไปลงทุนแบบซื้อมาขายไปนั้นคงลำบาก เพราะรัฐบาลเวียดนามยังต้องการสงวนไว้ให้คนในประเทศ หากนักลงทุนจะตัดสินใจขยายการลงทุนเข้าไปต้องรีบก่อนที่จะสาย เพราะที่ผ่านมามีการเข้าไปลงทุนหมดแล้ว ทั้งธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่”
ในส่วนการลงทุนของเครือซีพี มีแผนที่จะเข้าไปขยายธุรกิจในส่วนอาหารในกัมพูชามากขึ้น ด้วยการใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังการผลิตอาหารแปรรูป ส่วนลาว ก็จะขยายกำลังการผลิตอาหารสัตว์ อาหารแปรรูป ทั้งเพื่อทำตลาดในประเทศและส่งออก คาดว่าจะมีรายได้จากลาว กัมพูชา และพม่า เติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 20% หรือเติบโต 1 เท่า ตัวในปี 2558







