
การปฏิวัติพลังงานในอเมริกา (2)
3) Goldman Sachs Asset Management (GSAM) ประเมินว่า Shale Gas ประเมินว่า Shale Gas จะช่วยให้ต้นทุนพลังงานโดยรวมลดลง
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
3) Goldman Sachs Asset Management (GSAM) ประเมินว่า Shale Gas จะช่วยให้ต้นทุนพลังงานโดยรวมลดลง อันเป็นผลมาจากราคาก๊าซธรรมชาติลดลง ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐอเมริกามีศักยภาพเชิงความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้ (Competitive Advantage Internationally) ดังจะเห็นจากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกอย่างอังกฤษและญี่ปุ่น ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติในครึ่งปีแรก 2555 พบว่า ราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 1.2 เหรียญสหรัฐต่อ 1,000 คิวบิกฟุต (mcf) ถือว่าต่ำมาก ในขณะที่อังกฤษราคาอยู่ที่ 9.63 เหรียญสหรัฐต่อ 1,000 คิวบิกฟุต (mcf) และญี่ปุ่นราคาอยู่ที่ 16.45 เหรียญสหรัฐต่อ 1,000 คิวบิกฟุต (mcf)
ทั้งนี้ การที่ราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐต่ำมากเมื่อเทียบกับอังกฤษนั้น เปรียบเสมือนสหรัฐได้ผลบวกเพราะลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 1.2% ต่อจีดีพีสหรัฐ หรือประมาณ 1.88 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งในการแข่งขันด้านต้นทุนของพลังงานของสหรัฐ เทียบกับประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก
ทั้งนี้ GSAM คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกหลายปี จากผลของราคาต้นทุนการผลิตและต้นทุนในการขุดเจาะหา Shale Gas ที่ต่ำนั้น ช่วยสนับสนุนการขุดเจาะ Shale Gas ของสหรัฐมากขึ้น เพราะการนำเทคโนโลยี Hydraulic Fracturing มาขุดเจาะทำให้ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (Marginal Cost) ซึ่งหมายถึงต้นทุนส่วนเพิ่มของการขุดเจาะ Shale Gas เพิ่มขึ้นอีก 1,000 คิวบิกฟุตนั้น ต่ำกว่า 5 เหรียญสหรัฐต่อ 1,000 คิวบิกฟุต (mcf) ซึ่งต้นทุนขุดเจาะที่ต่ำระดับนี้ ทำให้การขุดเจาะในหลุมที่มีปริมาณ Shale Gas ไม่มากนั้น ยังถือว่าคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ในระยะอันใกล้นี้ระบบตลาดก๊าซธรรมชาติในทวีปอเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดปิด แม้ว่า Shale Gas จะช่วยให้สหรัฐลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติลง แต่ด้วยระบบตลาดที่ปิดทำให้สหรัฐมีความสามารถที่ต่ำในการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังตลาดโลก
เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะการส่งออกก๊าซธรรมชาติจำเป็นต้องทำก๊าซให้เป็นของเหลว (Liquefied) ซึ่งสหรัฐยังไม่มีศักยภาพที่เพียงพอในการที่จะแปรก๊าซธรรมชาติจำนวนมากเป็นของเหลว และส่งออกไปตลาดโลกในปริมาณจำนวนมาก เพราะโรงงานที่มีความสามารถในการแปรก๊าซธรรมชาติจำนวนมากให้เป็นของเหลวในอเมริกาเหนือ อยู่ในระหว่างการก่อสร้างจากโครงการทั้งหมด 10 โครงการ โดยมี 7 โครงการอยู่ในสหรัฐ อีก 3 โครงการอยู่ในแคนาดา ซึ่งกว่าที่สหรัฐจะมีศักยภาพในการส่งออกก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาลไปยังตลาดโลก อาจจะต้องใช้เวลาถึงปี พ.ศ. 2558
4) ประโยชน์ของราคาก๊าซธรรมชาติที่ต่ำส่งผลบวกมากต่อการลดลงของต้นทุนในการทำความร้อน ต้นทุนขนส่งที่ลดลงสำหรับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ
แต่ประโยชน์ที่สำคัญจริงๆ ของต้นทุนที่ต่ำลงของก๊าซธรรมชาติ คือการลดลงของต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า โดยขณะนี้การผลิตไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกานั้นใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นสัดส่วนสูงถึง 34% ของการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งหมด
การเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ (Coal-to-gas switching) กำลังเป็นแนวคิดสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าดังจะเห็นจากในปี 2552 นั้น สัดส่วนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 50% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด แต่ในปี 2555 สัดส่วนดังกล่าวลดลงอยู่ที่ 36%
ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้นพบว่าสัดส่วนของการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าจาก 19% ในปี 2552 เป็น 29% ในปี 2555 ซึ่ง GSAM คาดว่าสัดส่วนของการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เพราะก๊าซธรรมชาติปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณครึ่งหนึ่งของถ่านหิน และการที่ราคาก๊าซธรรมชาติลดต่ำลงมากจนสามารถแข่งกับถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า
GSAM ประเมินว่า ต้นทุนของก๊าซธรรมชาติที่ลดลงและการเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินไปเป็นก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้านั้น จะดำเนินต่อเนื่องไปและก่อให้เกิดผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และส่งผลให้ภาคธุรกิจของสหรัฐนั้นมีประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น m







