posttoday
การปฏิวัติพลังงานในอเมริกา (2)

การปฏิวัติพลังงานในอเมริกา (2)

21 กันยายน 2555

3) Goldman Sachs Asset Management (GSAM) ประเมินว่า Shale Gas ประเมินว่า Shale Gas จะช่วยให้ต้นทุนพลังงานโดยรวมลดลง

โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม

3) Goldman Sachs Asset Management (GSAM) ประเมินว่า Shale Gas จะช่วยให้ต้นทุนพลังงานโดยรวมลดลง อันเป็นผลมาจากราคาก๊าซธรรมชาติลดลง ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐอเมริกามีศักยภาพเชิงความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้ (Competitive Advantage Internationally) ดังจะเห็นจากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกอย่างอังกฤษและญี่ปุ่น ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติในครึ่งปีแรก 2555 พบว่า ราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 1.2 เหรียญสหรัฐต่อ 1,000 คิวบิกฟุต (mcf) ถือว่าต่ำมาก ในขณะที่อังกฤษราคาอยู่ที่ 9.63 เหรียญสหรัฐต่อ 1,000 คิวบิกฟุต (mcf) และญี่ปุ่นราคาอยู่ที่ 16.45 เหรียญสหรัฐต่อ 1,000 คิวบิกฟุต (mcf)

ทั้งนี้ การที่ราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐต่ำมากเมื่อเทียบกับอังกฤษนั้น เปรียบเสมือนสหรัฐได้ผลบวกเพราะลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 1.2% ต่อจีดีพีสหรัฐ หรือประมาณ 1.88 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งในการแข่งขันด้านต้นทุนของพลังงานของสหรัฐ เทียบกับประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก

ทั้งนี้ GSAM คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกหลายปี จากผลของราคาต้นทุนการผลิตและต้นทุนในการขุดเจาะหา Shale Gas ที่ต่ำนั้น ช่วยสนับสนุนการขุดเจาะ Shale Gas ของสหรัฐมากขึ้น เพราะการนำเทคโนโลยี Hydraulic Fracturing มาขุดเจาะทำให้ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (Marginal Cost) ซึ่งหมายถึงต้นทุนส่วนเพิ่มของการขุดเจาะ Shale Gas เพิ่มขึ้นอีก 1,000 คิวบิกฟุตนั้น ต่ำกว่า 5 เหรียญสหรัฐต่อ 1,000 คิวบิกฟุต (mcf) ซึ่งต้นทุนขุดเจาะที่ต่ำระดับนี้ ทำให้การขุดเจาะในหลุมที่มีปริมาณ Shale Gas ไม่มากนั้น ยังถือว่าคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ในระยะอันใกล้นี้ระบบตลาดก๊าซธรรมชาติในทวีปอเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดปิด แม้ว่า Shale Gas จะช่วยให้สหรัฐลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติลง แต่ด้วยระบบตลาดที่ปิดทำให้สหรัฐมีความสามารถที่ต่ำในการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังตลาดโลก

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะการส่งออกก๊าซธรรมชาติจำเป็นต้องทำก๊าซให้เป็นของเหลว (Liquefied) ซึ่งสหรัฐยังไม่มีศักยภาพที่เพียงพอในการที่จะแปรก๊าซธรรมชาติจำนวนมากเป็นของเหลว และส่งออกไปตลาดโลกในปริมาณจำนวนมาก เพราะโรงงานที่มีความสามารถในการแปรก๊าซธรรมชาติจำนวนมากให้เป็นของเหลวในอเมริกาเหนือ อยู่ในระหว่างการก่อสร้างจากโครงการทั้งหมด 10 โครงการ โดยมี 7 โครงการอยู่ในสหรัฐ อีก 3 โครงการอยู่ในแคนาดา ซึ่งกว่าที่สหรัฐจะมีศักยภาพในการส่งออกก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาลไปยังตลาดโลก อาจจะต้องใช้เวลาถึงปี พ.ศ. 2558

4) ประโยชน์ของราคาก๊าซธรรมชาติที่ต่ำส่งผลบวกมากต่อการลดลงของต้นทุนในการทำความร้อน ต้นทุนขนส่งที่ลดลงสำหรับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ

แต่ประโยชน์ที่สำคัญจริงๆ ของต้นทุนที่ต่ำลงของก๊าซธรรมชาติ คือการลดลงของต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า โดยขณะนี้การผลิตไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกานั้นใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นสัดส่วนสูงถึง 34% ของการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งหมด

การเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ (Coal-to-gas switching) กำลังเป็นแนวคิดสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าดังจะเห็นจากในปี 2552 นั้น สัดส่วนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 50% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด แต่ในปี 2555 สัดส่วนดังกล่าวลดลงอยู่ที่ 36%

ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้นพบว่าสัดส่วนของการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าจาก 19% ในปี 2552 เป็น 29% ในปี 2555 ซึ่ง GSAM คาดว่าสัดส่วนของการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เพราะก๊าซธรรมชาติปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณครึ่งหนึ่งของถ่านหิน และการที่ราคาก๊าซธรรมชาติลดต่ำลงมากจนสามารถแข่งกับถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า

GSAM ประเมินว่า ต้นทุนของก๊าซธรรมชาติที่ลดลงและการเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินไปเป็นก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้านั้น จะดำเนินต่อเนื่องไปและก่อให้เกิดผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และส่งผลให้ภาคธุรกิจของสหรัฐนั้นมีประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น m

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน