
ลุยตรวจ6พันตึกกทม.
กทม.หวั่นรับรองไม่ทันปีหน้าดึง3หน่วยงานเพิ่มเจ้าหน้าที่
กทม.หวั่นรับรองไม่ทันปีหน้าดึง3หน่วยงานเพิ่มเจ้าหน้าที่
กทม.เซ็นเอ็มโอยู 3 หน่วยงาน เร่งแก้ปัญหาออกใบรับรองตรวจสอบอาคารล่าช้า 6,000 อาคาร ล่าสุดเซ็นเอ็มยูร่วม 3 หน่วยงาน วิศวกรรมสถาน สมาคมสถาปนิก และสมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคาร หวังลดขั้นตอน
นายจุมพล สำเภาพล รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กทม.อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ปัญหาการตรวจสอบอาคารสูง ที่ต้องตรวจสอบอาคาร 9 ประเภท จำนวน 1.2 หมื่นแห่ง ในพื้นที่ กทม. ที่เข้าข่ายการตรวจสอบประจำปีและการ ตรวจสอบใหญ่ 5 ปีต่อ 1 ครั้งที่ขณะนี้มีความล่าช้าในการตรวจ สอบอยู่จำนวน 6,000 แห่ง ที่ต้องยื่นตรวจสอบให้เสร็จภายในเดือน ต.ค.นี้ และทาง กทม.จะต้องตรวจ สอบให้เสร็จภายใน 1 ปี
ทั้งนี้ กทม.เป็นมหานครขนาดใหญ่ มีอาคารกว่า 2 ล้านอาคาร แต่เป็นอาคารที่เข้าข่าย 1.2 หมื่นอาคาร การตรวจสอบอาคารต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิศวกรรมและสถาปนิก โดยจะเน้นตรวจสอบด้านการเกิดอุบัติภัยต่างๆ ที่ผ่านมาการตรวจสอบนั้น กรมโยธาธิการของ กทม. ได้ให้ผู้มีความรู้ความสามารถนั้นขึ้นทะเบียน ซึ่งผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญนั้นที่มีสิทธิ์ตรวจอาคารอยู่ประมาณ 1,500-1,600 ราย จำนวนผู้ตรวจสอบนั้นมากพอที่จะตรวจสอบอาคารต่างๆ แต่ก็ยังมีความล่าช้าในกระบวนการดำเนินการอยู่
ล่าสุด กทม. ได้จัดสัมมนาโดยเชิญผู้เกี่ยวข้อง 3 กลุ่มด้วยกัน คือ สมาคมต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องในด้านออกแบบและในด้านความปลอดภัยเกี่ยวข้องกัน 22 สมาคม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทั้ง 50 เขต เพื่อจัดสัมมนา 3 ครั้ง ให้ความรู้กับผู้ประกอบการต่างๆ ที่ต้องยื่นขออนุญาต ในการที่จะตรวจสอบความปลอดภัยของอาคาร ซึ่งครั้งที่สองจะให้ความรู้กับเจ้าของอาคารรายเก่าที่ยื่นเอกสารแล้วยังไม่ได้ใบรับรองการตรวจสอบ ในวันที่ 25 ก.ย. 255 และครั้งที่ 3 จะให้ความรู้กับเจ้าของอาคารรายใหม่ ที่ยังไม่เคยยื่นเรื่องตรวจสอบอาคาร ในวันที่ 26 ก.ย. ณ ศูนย์ประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี
“มีอาคารที่เข้าข่ายตรวจสอบ 1.2 หมื่นอาคาร เป็นอาคารที่ต้องตรวจในปี พ.ศ. 2550-2555 ประมาณ 5,000 กว่าราย ปีนี้เป็นที่เราหมดการผ่อนผันตรวจสอบอาคารบางประเภทที่ต้องยื่นภายในเดือน ต.ค.นี้ อีกประมาณ 6,000 กว่าราย เราถือว่าในอาคารกลุ่มแรกได้ตรวจสอบเกือบทั้งหมดแล้ว แต่อาคารที่จะเข้ามาในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้ประมาณ 6,000 รายนั้น เป็นภาระของ กทม. ที่จะต้องเร่งรัดในการตรวจสอบ” นายจุมพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม อาคารกลุ่มใหม่ที่จะต้องตรวจสอบ มีความไม่เข้าใจในการตรวจสอบยังมีอยู่บ้าง กทม.จึงมีการจัดสัมมนาการให้รายละเอียดเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยหวังว่าจะทำให้การตรวจอาคารในอนาคตทำได้รวดเร็วมากขึ้น และได้มาตรฐาน
นอกจากนี้ กทม. ได้จับมือร่วมกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) สมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคารมาร่วมกัน ตรวจสอบ เพื่อออกหนังสือรับรอง โดยได้ลงนามเอ็มโอยูร่วมกันเพื่อมาตรวจสอบอาคารที่จะเข้ามาภายหลังเดือน ต.ค.นี้ โดย กทม.เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ ในปีแรกจำนวน 10 ล้านบาทส่วนหนึ่งจะเน้นไปที่การวางระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูลให้ครอบคลุม ใช้เป็นฐานข้อมูลในการดำเนินการต่อไป







