
แรงกดดันค่าเงิน...สภาพคล่องล้นหนุนตลาดทุน
ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรง ต่างจากที่คาดเนื่องจากเฟดประกาศทำ QE เหนือความคาดหมาย โดยเป็นการทำ QE ที่ไม่มีการจำกัดจำนวนและไม่มีกำหนดระยะเวลา ต่างจาก QE 1 และ QE 2 ที่มีวงเงินชัดเจนมูลค่า 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ โดยเฟดประกาศทำการซื้อหลักทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) มูลค่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ทุกเดือนจนกว่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดแรงงานที่ชัดเจน
ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรง ต่างจากที่คาดเนื่องจากเฟดประกาศทำ QE เหนือความคาดหมาย โดยเป็นการทำ QE ที่ไม่มีการจำกัดจำนวนและไม่มีกำหนดระยะเวลา ต่างจาก QE 1 และ QE 2 ที่มีวงเงินชัดเจนมูลค่า 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ โดยเฟดประกาศทำการซื้อหลักทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) มูลค่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ทุกเดือนจนกว่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดแรงงานที่ชัดเจน
ในประเด็นที่ไม่มีการจำกัดปริมาณการซื้อและระยะเวลานี้ ทำให้ตลาดตีความถึงสภาพคล่องที่จะเพิ่มเข้ามาในระบบการเงินอย่างไม่จำกัด และส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบเกือบ 17 ปี
ทิศทางตลาดในสัปดาห์นี้ คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวขึ้น โดยได้ประโยชน์จากสภาพคล่องที่ทั้ง FED และ ECB ประกาศอัดฉีดสภาพคล่องเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากเฟดจะทำการซื้อหลักทรัพย์ค้ำประกัน 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐทุกเดือนแล้ว แล้วยังคงดอกเบี้ยต่ำนานไปจนถึงกลางปี 2015 รวมถึงมาตรการ Operation Twist ที่จะมีจนถึงปลายปี 2012
เราประเมินว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่เฟดประกาศออกมาตรการอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการออกมาตรแบบไม่มีการจำกัดจำนวน (OpenEnded) เป็นผลมาจากโครงการ OMTs ของ ECB ที่มีการซื้อพันธบัตรไม่จำกัดจำนวนในอายุที่น้อยกว่า 3 ปี เนื่องจากหากเฟดไม่ดำเนินการในลักษณะที่เท่าเทียมและเพียงพอ จะส่งผลให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐให้แข็งค่าขึ้นเทียบยูโรและส่งผลลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
ซึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวการบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐ ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากนัก การส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนหนึ่งที่ปรับสมดุลผ่านค่าเงิน โดยประเด็นเรื่องค่าเงินเป็นปัจจัยที่สหรัฐให้ความสำคัญในระดับหนึ่ง เห็นได้จากที่ผ่านมาสหรัฐตำหนิจีนเรื่องค่าเงินหยวนที่อ่อนกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอดและเป็นตัวการของการขาดดุล ในขณะที่ผู้ว่าการธนาคารจีนเองก็ตำหนิสหรัฐว่า การทำ QE ทั้งสองครั้งเป็นสาเหตุหลักของภาวะเงินเฟ้อ
“ภาพรวมหากธนาคารกลางเริ่มมีการใช้นโยบายการเงินที่ลดผลกระทบจากการแข็งค่าของสกุลเงินหรือทำให้อ่อนค่า จะส่งผลให้ธนาคารกลางแห่งอื่นๆ หนีไม่พ้นที่จะใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินตามมา และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือสภาพคล่องที่จะล้นระบบสินทรัพย์ทางการเงินจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในอนาคต แต่จะหนุนตลาดทุน”
ล่าสุดวันพุธที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติให้ผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยขยายวงเงินในการซื้อสินทรัพย์อีก 10 ล้านล้านเยน มาที่ระดับ 80 ล้านล้านเยน หลังจากที่ค่าเงินเยนแข็งและญี่ปุ่นเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการส่งออกสูงมีความเสี่ยง
ถึงแม้ว่าการซื้อสินทรัพย์ครั้งนี้หากคิดเป็นรายเดือนจะต่ำกว่า QE 1 และ QE 2 ที่ซื้อเดือนละ 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐที่ไม่ได้แย่เหมือนปี 2008 และ 2010 แต่เป็นการซื้อโดยไม่มีกำหนดเวลา และเฟดเลือกที่จะซื้อ MBS แทนพันธบัตรสหรัฐ เนื่องจากพันธบัตรสหรัฐเกือบครึ่งอยู่ในมือนักลงทุนนอกสหรัฐ ทำให้การซื้อ MBS เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในสหรัฐโดยตรง ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์กันว่าเฟดจะซื้อไปจนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 7% หรืออัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงเข้าใกล้ 3%
หลังจากเฟดประกาศทำ QE 3 แล้ว นักวิเคราะห์ในตลาดส่วนใหญ่ต่างมีการปรับเป้าหมายของ SET Index ขึ้น แต่เป็นการปรับขึ้นจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น โดยทางฝ่ายวิเคราะห์ KGI ได้มีการปรับเป้าหมายสิ้นปีขึ้นมีเป้าหมายปลายปีที่ 1,330 ส่วนเป้าหมายปี 2556 อยู่ที่ 1,410 โดยใช้ PER 13 และ 12.50 เท่าตามลำดับ ทำให้กลยุทธ์การลงทุนในระยะกลาง แนะนำให้ ซื้อช่วงตลาดปรับตัวลงจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น







