
แบงก์จัดทัพเตรียมรับน้องน้ำ
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
แผลจากมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ของไทยในปี 2554 ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่า มีมูลค่าราว 1.44 ล้านล้านบาท และจัดเป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก เพิ่งจะเริ่มสมานได้ไม่นานและยังไม่ทันเลือนหายจากความทรงจำของคนไทย
แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่กินพื้นที่หลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคกลางตอนบนในขณะนี้ ก็เริ่มทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปีที่ผ่านมา ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และประชาชนต่างออกอาการเสียวแปลบขึ้นมาอีกครั้ง
ธุรกิจธนาคารเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักในปีที่ผ่านมา โดยอุทกภัยในปีก่อนทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปิดบริการสาขารวม 631 สาขา และปิดเอทีเอ็มรวม 5,596 เครื่อง เมื่อธรรมชาติเริ่มส่งสัญญาณเตือนอีกครั้ง การเตรียมความพร้อมจึงนับเป็นเรื่องจำเป็น
ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารได้วางแนวทางจัดการ แผนป้องกันและการประเมินความเสี่ยงกรณีเกิดน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการดูแลทรัพย์สินของธนาคาร การดูแลพนักงาน และความปลอดภัยลูกค้าในสาขาและผู้ประกอบการ
ธนาคารมีการติดตามข่าวสารและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากสาขา พร้อมจัดลำดับพื้นที่เสี่ยงตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เช่น โซนสีเหลือง (เฝ้าระวัง) โซนสีส้ม (เริ่มรุนแรง แต่ยังไม่ปิดทำการสาขา) และโซนสีแดง (วิกฤตต้องปิดสาขา) โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติที่ผู้จัดการสาขาดำเนินการ เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยของลูกค้า พนักงานและทรัพย์สิน
“หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เรามีการสื่อสารภายในองค์กร โดยสาขาที่ประสบปัญหาสามารถแจ้งเรื่องมายังทีม Branch Solution Center ได้ทันที เพื่อขอความช่วยเหลือสนับสนุน ซ่อมแซมอาคารเพื่อให้สาขาสามารถเปิดบริการต่อไปได้” ปกรณ์ กล่าว
ด้านการช่วยเหลือลูกค้าธนาคารได้แบ่งการจัดการออกเป็น 3 ช่วง คือ 1.ก่อนน้ำท่วม จะมีการแจ้งเตือนให้พนักงานเตรียมความพร้อมจัดเก็บเอกสารสำคัญต่างๆ2.ระหว่างน้ำท่วม จะมีการจัดเตรียมรถโมบายเอทีเอ็มและยกเอทีเอ็มขึ้นแท่นสูง 2 เมตร เพื่อให้บริการยังศูนย์บรรเทาทุกข์3.หลังน้ำท่วม ธนาคารจะมีการให้ความช่วยเหลือลูกค้าเป็นรายกรณี เช่น การลดดอกเบี้ยยืดระยะเวลาผ่อน
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สุโขทัย และพิษณุโลก ของธนาคาร พบว่ายังไม่มีเครื่องเอทีเอ็ม หรือสาขาได้รับผลกระทบ
โดยระดับน้ำใน จ.สุโขทัย ชัยนาท พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี และสุพรรณบุรี เริ่มทรงตัวและลดระดับลงแล้ว ขณะที่ จ.กำแพงเพชร พิษณุโลก และอ่างทอง สถานการณ์ยังไม่ทุเลาลง
ปกรณ์ ประเมินว่า ความสูญเสียทางจากน้ำท่วมในเดือน ก.ย. 2555 จะมีมูลค่าไม่เกิน 3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.11% ของจีดีพี หากสถานการณ์ไม่ลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ เหมือนในปีก่อน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจน่าจะอยู่ในระดับไม่เกิน 0.03% ของจีดีพี ซึ่งน้อยกว่ามูลค่าความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554 ที่อยู่ 3.1% ของจีดีพี
ด้านองค์อร อาภากร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า แม้ภาวะน้ำท่วมขณะนี้ยังเป็นเพียงน้ำหลาก แต่ธนาคารก็ไม่ประมาท โดยได้เตรียมแผนรองรับกรณีฉุกเฉินเอาไว้ 3 ด้าน ได้แก่ 1.การให้บริการลูกค้า ซึ่งธนาคารได้กำชับในทุกสาขาเปิดให้บริการแก่ลูกค้าจนถึงวินาทีสุดท้าย หากจำเป็นต้องปิดสาขาก็จะนำเอทีเอ็มเคลื่อนที่เข้าไปให้บริการทดแทนพร้อมเพิ่มปริมาณเงินสดในตู้
ด้านที่สอง เป็นการให้ความช่วยเหลือพนักงานของธนาคารเอง ซึ่งในกรณีฉุกเฉินธนาคารจะมีการหาที่อยู่ชั่วคราวพร้อมให้เงินช่วยเหลือแก่พนักงานที่ได้รับผลกระทบ
ด้านสุดท้าย คือ การช่วยเหลือสาธารณชน ซึ่งธนาคารได้เตรียมเรือชูชีพพร้อมสิ่งของจำเป็น เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เดือดร้อนเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
ขณะที่ เวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ผลจากความเสียหายในปีที่ผ่านมา ทำให้ตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ธนาคารได้จัดสรรงบประมาณปรับปรุงสาขาที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงหลายแห่ง สำหรับบางแห่งที่อยู่ในพื้นที่ต่ำยากต่อการแก้ไข ก็ได้เสริมกำแพงคอนกรีตเพื่อป้องกันล่วงหน้าไว้แล้ว
“สาขาที่น่าห่วงมีหลายแห่ง เช่น หาดใหญ่ เพราะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมทุกปี ซึ่งสาขาที่อยู่ในจุดเสี่ยงสูงก็อาจมีการพิจารณาโยกย้ายเพิ่มเติมในอนาคต แต่สำหรับตอนนี้เราก็มีแผนบีซีพีไว้รองรับกรณีฉุกเฉิน” เวทย์ กล่าว
เวทย์ กล่าวว่า ธนาคารจะติดตามภาวะน้ำท่วมว่าจะยืดเยื้อไปถึงเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นฤดูกาลเบิกใช้สินเชื่อหรือไม่ หากสถานการณ์คลี่คลายได้ก่อนก็เชื่อว่าจะมีผลกระทบไม่มาก เพราะในช่วงเดือนนี้ยอดการเบิกใช้สินเชื่อยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะยังไม่ใช้ช่วงเก็บเกี่ยวข้าว ขณะที่ยางพาราก็ราคาตกต่ำ
แม้ว่าตอนนี้หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งจะยังนิยามภาวะน้ำท่วมในปีนี้ว่าเป็นเพียงอุปัทวเหตุ ท่วมแฉะหรือท่วมไหลผ่าน แต่เชื่อว่าคงไม่มีใคร “ชะล่าใจ” ว่าจะอยู่รอดปลอดภัยแน่นอน 100% หากยืดคติอัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ย่อมดีที่สุด
เพราะคนไทยได้เรียนรู้จากบทเรียนราคาแพงในปีที่ผ่านมาอย่างเจ็บปวด







