
กลุ่มไฟแนนซ์เล็กยังน่าสนใจ
ในช่วงหนึ่งสัปดาห์เศษที่ผ่านมาตั้งแต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมและมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3% แต่เสียงไม่เป็นเอกฉันท์โดยคณะกรรมการ 2 ใน 5 เสียง (อีก 2 ท่านติดภารกิจ ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้) ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% นอกจากนี้ ในรายงานการประชุมยังระบุว่าแรงกดดันทางด้านราคาปรับลดลง และแนวโน้มเงินเฟ้ออยู่ในเป้าหมาย ความเห็นดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนในตลาดหุ้นคาดการณ์กันทั่วไปว่าโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตจะปรับลงมีมากกว่าปรับขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ขนาดเล็ก และกลุ่มที่อยู่อาศัยปรับตัวขึ้นโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น โดยปรับตัวขึ้น 2.7% เท่ากัน อันดับ 3 จึงจะเป็นกลุ่มยานยนต์ที่ปรับตัวขึ้น 2.4% ขณะที่ดัชนีตลาดฯ ปรับขึ้น 0.8% จนถึงวานนี้ ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างอ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ย
ในช่วงหนึ่งสัปดาห์เศษที่ผ่านมาตั้งแต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมและมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3% แต่เสียงไม่เป็นเอกฉันท์โดยคณะกรรมการ 2 ใน 5 เสียง (อีก 2 ท่านติดภารกิจ ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้) ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% นอกจากนี้ ในรายงานการประชุมยังระบุว่าแรงกดดันทางด้านราคาปรับลดลง และแนวโน้มเงินเฟ้ออยู่ในเป้าหมาย ความเห็นดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนในตลาดหุ้นคาดการณ์กันทั่วไปว่าโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตจะปรับลงมีมากกว่าปรับขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ขนาดเล็ก และกลุ่มที่อยู่อาศัยปรับตัวขึ้นโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น โดยปรับตัวขึ้น 2.7% เท่ากัน อันดับ 3 จึงจะเป็นกลุ่มยานยนต์ที่ปรับตัวขึ้น 2.4% ขณะที่ดัชนีตลาดฯ ปรับขึ้น 0.8% จนถึงวานนี้ ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างอ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ย
lกลุ่มเช่าซื้อได้รับประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยปรับลง
สำหรับกลุ่มไฟแนนซ์ขนาดเล็กที่ปรับขึ้นมาอย่างโดดเด่นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเช่าซื้อรถ ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องทุกเดือนในปีนี้ โดยได้รับอานิสงส์จากโครงการรถคันแรก การปรับขึ้นค่าแรง (กำลังซื้อเพิ่มขึ้น) และความต้องการซื้อรถที่สะสมมาจากปีก่อน นอกจากนี้ ปัจจุบันราคาน้ำมันเริ่มทรงตัวในระดับค่อนข้างต่ำก็เป็นบวกต่อความต้องการซื้อรถยนต์ และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ย หากเข้าสู่วงจรขาลง จะยิ่งส่งผลบวกต่อกลุ่มเช่าซื้อ เนื่องจากแหล่งเงินทุนส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นลงตามอัตราดอกเบี้ยในตลาด ขณะที่ดอกเบี้ยรับเป็นดอกเบี้ยคงที่ที่ตกลงกับลูกค้าไว้ ดังนั้น ในระยะแรกๆ ของการเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาลง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin) ของกลุ่มธุรกิจเช่าซื้อจะสูงกว่าปกติ และเป็นช่วงเวลาในการทำกำไรได้ดีกว่าปกติ
เราประเมินความน่าสนใจของราคาหุ้นในกลุ่มเช่าซื้อขนาดเล็กทั้งหมด 9 หลักทรัพย์ โดยเปรียบเทียบราคาปัจจุบันและความสามารถในการทำกำไร โดยใช้ PER ในอดีต เทียบกับ ROE (ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น) ในช่วงครึ่งปีแรก จากรูปด้านล่าง จะเห็นว่าหลักทรัพย์ที่อยู่เหนือ Regression Line (สีส้มประ) คือหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าถูกกว่ากลุ่ม (ROE สูง แต่ PER ต่ำ) ซึ่งเราพบว่า KCAR และ TK มีความน่าสนใจมากกว่า ASK (PER ใกล้เคียงกัน แต่ ROE ของ KCAR และ TK สูงกว่า) ขณะเดียวกัน ASK ก็มีความน่าสนใจกว่า THANI และ GL (ROE เท่ากัน แต่ ASK มี PER ต่ำกว่า) ส่วนหลักทรัพย์ที่อยู่ใต้เส้น Regression Line ถือว่ามีมูลค่าที่แพงเกินไปแล้วเมื่อเทียบกับกลุ่ม
สำหรับหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ขนาดเล็ก เรายังคงชอบ TK, KCAR และ SINGER ซึ่งแม้ไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในธุรกิจไฟแนนซ์ แต่ด้วยลักษณะการประกอบธุรกิจที่ทำเช่าซื้อ โดยมีสินค้าคืออุปกรณ์ไฟฟ้า มีรายรับจากดอกเบี้ยเช่นกัน จึงขอแนะนำเพิ่มอีกหนึ่งตัว แต่สำหรับ ASK ที่เคยแนะนำไปในช่วงกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ราคาหุ้นขึ้นมาแล้ว 14% ระยะสั้นอาจปรับพักฐานกันก่อน ยังถือต่อได้ถ้ามีอยู่ แต่ถ้าไม่มี เลือกเป็น TK หรือ SINGER แทนดีกว่า
TK เรายังคงแนะนำซื้อ โดยประเมินราคาเหมาะสมปี 2556 ที่ 17.20 บาท โดยคาดกำไรครึ่งปีหลังปีนี้ดีกว่าครึ่งแรก ตามยอดขายรถจักรยานยนต์ที่ดีขึ้น และการตั้งสำรองหนี้สูญลดลงสู่ระดับปกติ เราคาดกำไรปีนี้และปีหน้าโต 16.6% และ 12.5% ตามลำดับ ทำสถิติสูงสุดติดต่อกัน และมีผลตอบแทนเงินปันผลราว 5% ต่อปี (จ่ายระหว่างกาลแล้ว 0.37 บาท และคาดจะจ่ายในครึ่งปีหลังอีก 0.38 บาท)
SINGER แนะนำซื้อ ประเมินราคาเหมาะสมปี 2556 ที่ 22.40 บาท โดดเด่นทั้งการเติบโตของกำไรที่คาดว่าสูงถึง 88% ในปีนี้ และ 20-25% ในปี 2556-2557 และความสามารถในการทำกำไร ที่คาด ROE จะสูงถึง 24% ในปีนี้ และ 26% ในปีหน้า
KCAR แนะนำซื้อเช่นกัน เนื่องจากมี ROE ที่สูงสุดในกลุ่มเช่าซื้อ แต่ซื้อขายที่ Trailing PER เพียง 12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่อยู่ที่ 13 เท่า เรากำลังอยู่ในระหว่างการทบทวนราคาเป้าหมายสำหรับปี 2556







