
สมาคมตลาดฯยกเครื่องใหญ่
เร่งดึงเถ้าแก่ย่อยเป็นสมาชิกมั่นใจกำลังซื้อโค้งสุดท้ายยังดี
เร่งดึงเถ้าแก่ย่อยเป็นสมาชิกมั่นใจกำลังซื้อโค้งสุดท้ายยังดี
สมาคมการตลาดฯ ยกเครื่องใหม่ เร่งสร้างเครือข่ายนักการตลาดไทย แนะสินค้าสร้างแบรนด์แกร่งรับอาเซียน มั่นใจกำลังซื้อโค้งสุดท้ายยังโต 56%
นายอนุวัตร เฉลิมไชย นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นโยบายการดำเนินการของคณะกรรมการสมาคมการตลาดฯ ชุดใหม่ หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จะมุ่ง 3 ภารกิจหลัก คือ 1.สร้างแหล่งความรู้ด้านการตลาด 2.การสร้างดิจิตอลมายเซต และ 3.การสร้างเครือข่ายนักการตลาดให้แข็งแกร่ง ในการดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2555-2557
ขณะเดียวกันยังได้ปรับโลโก้หรือสัญลักษณ์ของสมาคมการตลาดฯ ไปสู่ภาพลักษณ์ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องและสะท้อนถึงบุคลิกใหม่ของสมาคมที่มีความทันสมัย เป็นมืออาชีพ และเป็นสากล จากการใช้สื่อดิจิตอล หรือสังคมออนไลน์ต่างๆ มาเป็นเครื่องมือสื่อสารการตลาดกับนักการตลาดรุ่นใหม่ และใช้ชื่อย่อสมาคมว่า “เอ็มเอที โซไซตี”
นอกจากนี้ ยังวางเป้าหมายขยายเครือข่ายสมาชิกนักการตลาดแบบรายบุคคล โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจ และเถ้าแก่รายย่อยในไทยที่คาดว่ามีกว่า 1 แสนราย ให้เข้าเป็นสมาชิกสัดส่วนราว 70% จากปัจจุบันที่สมาชิกสมาคมส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปแบบองค์กรเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน เจ้าของสินค้าและนักการตลาดไทยควรเตรียมพร้อมเพื่อรับมือจากการเปิดสู่เออีซีในอีก 2 ปีข้างหน้า ทั้งการนำดิจิตอล มาร์เก็ตติง มาปรับใช้ในการทำตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งหากเจ้าของสินค้ามีแบรนด์ที่ชัดเจน หรือสินค้าเข้มแข็งดีแล้ว จะเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจสร้างความร่ำรวยได้มากกว่าจน จากเออีซีที่กำลังมาถึง จากปัจจุบันมีสินค้าไทยหลายตัววางตำแหน่งเป็นโกลบอลแบรนด์แล้ว
สำหรับภาพรวมกำลังซื้อในช่วง 4 เดือนสุดท้ายปีนี้ ยังไม่มีปัจจัยลบที่น่าเป็นห่วงมากนัก จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศ (จีดีพี) ที่วางเป้าการเติบโตไว้ที่ 56% ซึ่งคาดว่าการบริโภคหรือกำลังซื้อในปีนี้จะยังอยู่ในระดับ 56% เช่นกัน แม้ว่าในขณะนี้อาจยังกังวลเรื่องน้ำท่วม แต่จากการบริหารจัดการที่ดีเชื่อว่าน้ำท่วมจะลดเร็วกว่าปีก่อน
สำหรับกลุ่มสินค้าที่คาดว่ามีความน่าเป็นห่วง คือ สินค้าคงทน(ดูราเบิล) หรือสินค้าที่มีการลงทุนมากๆ อาทิ บ้าน รถยนต์ เป็นต้น ที่อาจจะชะลอกำลังซื้อผู้บริโภคในบางส่วน แต่หากกลุ่มสินค้าดังกล่าวมีการจัดโปรแกรมทางการเงินที่น่าสนใจ หรือจูงใจผู้บริโภคที่ดีก็อาจไม่กระทบมากนัก เนื่องจากผู้บริโภคยังคงต้องระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
“ในปีหน้ายังต้องจับตาว่าจะมีสินค้ากลุ่มใดปรับราคาขึ้นหรือไม่ จากปัญหาต้นทุน โดยเฉพาะค่าแรง 300 บาท ที่มีผลแล้วไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายมากขึ้น” นายอนุวัตร กล่าว







