
กสทช.ดีเดย์คุมวิทยุ-ทีวีเดินเครื่องให้ใบอนุญาต ต.ค.นี้
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสท.) หรือบอร์ดกระจายเสียง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ผ่านร่างประกาศเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ รวม 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างเกี่ยวกับการให้อนุญาตบริการโครงข่าย สิ่งอำนวยความสะดวกและให้บริการด้านรายการ บวกกับอีก 1 ร่างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผลิต นำเข้าและจำหน่ายกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสท.) หรือบอร์ดกระจายเสียง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ผ่านร่างประกาศเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ รวม 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างเกี่ยวกับการให้อนุญาตบริการโครงข่าย สิ่งอำนวยความสะดวกและให้บริการด้านรายการ บวกกับอีก 1 ร่างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผลิต นำเข้าและจำหน่ายกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์
ทั้งนี้ ร่างทั้ง 4 ร่างดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ กสทช.จะเข้ามากำกับดูแลการประกอบการวิทยุโทรทัศน์ ที่ว่างเว้นมานานหลายปี หลังจากนี้คณะกรรมการจะออกร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลด้านอื่นๆ ตามมา ทั้งเนื้อหาและการคุ้มครองผู้บริโภค ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่สูงยิ่งของธุรกิจโทรทัศน์และวิทยุ ที่มีรายได้มหาศาลจากผู้ประกอบการหลักพันหลักหมื่นราย ต่างจากกิจการโทรคมนาคมที่มีจำนวนน้อยกว่า
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานบอร์ด กสทช. กล่าวว่า ร่างประกาศทั้ง 4 ฉบับ ถือว่าสมบูรณ์พอสมควร และเข้าใจง่ายที่สุดสำหรับผู้ประกอบการจะนำไปปฏิบัติ ขณะเดียวกันในแง่ของการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับการประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ที่มีรายได้มหาศาล คือ เรียกเก็บในอัตราสูงสุดไม่เกิน 2% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย บวกค่าธรรมเนียมการพิจารณาคำขออีกเล็กน้อย ทั้งที่ความเป็นจริงควรเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในสัดส่วน 68% ด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ ตามขั้นตอนของ กสทช. หลังร่างประกาศทั้ง 4 ฉบับผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการชุดใหญ่ 11 คนแล้ว ภายในเดือน ก.ย.นี้ จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ คาดว่าจะเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาให้ใบอนุญาตในเดือน ต.ค.นี้ โดยช่วงต้นเดือนจะจัดเวิร์กช็อปผู้ประกอบการ เพื่อให้เข้าใจกระบวนการขั้นตอนการขอใบอนุญาตอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในร่างประกาศทั้ง 4 ฉบับ ได้ปรับแก้เล็กน้อยตามที่สมาคมต่างๆ ยื่นข้อเสนอเข้ามาในช่วงเปิดประชาพิจารณ์ เช่น การลดระยะเวลาการให้ใบอนุญาตแบบขั้นบันได ซึ่งเดิมจะมีตั้งแต่ 1 ปี 3 ปี และ 11 ปี เหลือ 1 ปี และ 14 ปี ซึ่งกรณีผู้ประกอบการผ่านการอนุญาตในช่วง 1 ปี โดยไม่มีปัญหา จะได้รับการต่ออายุกึ่งอัตโนมัติในอีก 14 ปีที่เหลือ เพื่อดึงผู้ประกอบการเข้าระบบโดยเร็ว
แม้ประธานบอร์ด กสท. จะบอกว่าร่างประกาศนี้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่จะเพิ่มเติมเข้าไป เพื่อแก้ปัญหาการประกอบกิจการในช่วงที่ผ่านมา เช่น การไม่อนุญาตให้เรียกเก็บค่าจัดเรียงช่อง โดย กสทช.จะกำหนดหมวดหมู่และช่องมาตรฐานที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะมาเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันการแสวงหารายได้จากการจัดเรียงช่อง และป้องกันไม่ให้ช่องรายการที่ไม่มีคุณภาพมาอยู่ในอันดับต้นๆ
สำหรับเรื่องกล่องรับสัญญาณดาวเทียมที่กำลังแข่งขันกันอย่างหนัก กสทช. จะกำหนดมาตรฐานด้านเทคนิคและมาตรฐานสัญญาเพิ่มขึ้น เพราะแม้จะเป็นเรื่องระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภค แต่เนื่องจากธุรกิจนี้มีผู้ประกอบการหลายราย จึงต้องมีมาตรฐานกลางกำหนดไว้เบื้องต้น เช่น กล่องรับสัญญาณดาวเทียมจะต้องมี CA คือ กล่องที่สามารถเข้ารหัสสัญญาณได้ เพื่อป้องกันการละเมิดสำหรับรายการลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ
ขณะที่ความกังวลของผู้ประกอบการหลายๆ ด้าน เช่น เรื่องการกำหนดให้ช่างติดตั้งจะต้องมีใบอนุญาต พ.อ.นที กล่าวว่า จะต้องมีใบอนุญาตสำหรับช่างที่ทำงานกับบริษัทผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจให้บริการติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณโดยตรง เป็นใบอนุญาตของบริษัทเพียง 1 ใบ ไม่นับรวมช่องอิสระที่รับติดตั้งทั่วไปที่มีอยู่ในขณะนี้ ซึ่งรายละเอียดและขั้นตอนการปฏิบัติจะเรียกผู้ประกอบการมาทำความเข้าใจอีกครั้ง หลังหลักเกณฑ์ต่างๆ ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ร่างหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ฉบับ เป็นเพียงด่านแรกที่จะนำผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบการกำกับดูแล แต่ยังมีหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่จะตามมาอีกมาก ทั้งเรื่องเนื้อหาและการคุ้มครองผู้บริโภค ที่อาจจะกระทบกับผู้ประกอบการมากกว่าหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ร่างนี้ โดยเฉพาะการดูแลเนื้อหา ซึ่งตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์และวิทยุต่างอยู่ภายใต้กลไกการกำกับดูแลกันเอง แทรกด้วยเสียงของผู้บริโภคที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราวแล้วเงียบหายไป
บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า หลักการดูแลผู้บริโภคในด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์นั้น ประการแรก ต้องเข้าถึงง่าย อย่างน้อยต้องได้ดูฟรีทีวีที่เป็นช่องพื้นฐานโดยไม่มีจอดำ 2.การแข่งขันสามารถทำได้เต็มที่ แต่ต้องไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และ 3.มีหลักประกัน ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับดูแลคุ้มครองผู้บริโภค เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง ที่กำหนดว่าหากผู้บริโภคไม่พอใจให้คืนสินค้าได้ภายใน 7 วัน
“อย่างกรณีการขายกล่องรับสัญญาณดาวเทียม แข่งกันขายมโหฬารมาก แข่งกันจนหน้ามืดตามัว ทำให้ผู้บริโภคสับสน ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้ผู้บริโภคถูกหลอกซื้อกล่อง และกล่องที่มีออกมาจำนวนมากจะจัดการอย่างไรกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” บุญยืน กล่าว
นี่คือเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้บริโภคที่เจอปัญหากันมาแล้ว ทั้งจากกรณีจอดำยูโร โอลิมปิก เกิดเรื่องร้องเรียนและฟ้องร้องกันมากมาย ในขณะที่กฎหมายยังเอื้อมไปไม่ถึง และยังไม่มีใครดูแลอย่างจริงจัง หวังว่าประกาศต่างๆ ของ กสทช.ที่จะออกมา จะช่วยดูแลผู้บริโภคในระดับหนึ่ง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการแข่งขันของผู้ประกอบการโดยไม่รู้ตัว







