
3เคพร้อมบุกเออีซีใช้แบตฯแห้งตะลุย
“3เค” เตรียมส่งแบตฯ แห้งบุกอาเซียน รับเออีซี พร้อมปรับแผนตลาดเลิกดัมพ์ราคา หันมุ่งสปอร์ต มาร์เก็ตติง 3เคแบตเตอรี่ เผยโฟกัสเอเชียรับเออีซี เตรียมส่งแบตฯแห้งทำตลาด พร้อมเดินหน้าเต็มกำลังการผลิตไตรมาส 1/2556 พร้อมปรับรูปแบบลดสต๊อคตะกั่วบริหารต้นทุน ยันไม่ปรับราคาขายปลีกในประเทศจนถึงต้นปีหน้า
“3เค” เตรียมส่งแบตฯ แห้งบุกอาเซียน รับเออีซี พร้อมปรับแผนตลาดเลิกดัมพ์ราคา หันมุ่งสปอร์ต มาร์เก็ตติง 3เคแบตเตอรี่ เผยโฟกัสเอเชียรับเออีซี เตรียมส่งแบตฯแห้งทำตลาด พร้อมเดินหน้าเต็มกำลังการผลิตไตรมาส 1/2556 พร้อมปรับรูปแบบลดสต๊อคตะกั่วบริหารต้นทุน ยันไม่ปรับราคาขายปลีกในประเทศจนถึงต้นปีหน้า
นายวีรวัฒน์ ขอไพบูลย์ กรรมการ บริษัท ไทยสโตเรจ แบตเตอรี่ และรองประธานอาวุโสบริษัทผลิตภัณฑ์ 3เค ผู้ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่รถยนต์แบรนด์ “3K BATTERY” เปิดเผยว่า การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 บริษัทได้เตรียมส่งออกแบตเตอรี่ชนิดแห้งเป็นผลิตภัณฑ์หลักทำตลาดใน 9 ประเทศ โดยจะทดลองส่งไปยังผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ที่มีอยู่ใน 9 ประเทศ จากก่อนหน้านี้ได้ส่งแบตเตอรี่ชนิดน้ำไปทำการตลาด
ทั้งนี้ การเปิดเออีซีจะทำให้ยอดการส่งออกเพิ่มมากกว่าอัตราการเติบโตปกติที่ปีละ 10% อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีแรกของปี 2555 บริษัท ทำรายได้แล้วมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท โดยตั้งเป้าทั้งปีไว้ที่ 6.2 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท
นายวีรวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมียอดจำหน่ายรวมในประเทศอยู่ที่ 1.2 – 1.3 แสนลูกต่อเดือน และหากรวมการส่งออกจะมียอดจำหน่ายรวม 2.4 แสนลูกต่อเดือน โดยยอดจำหน่ายรวมปี 2554 มียอดจำหน่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านลูกต่อปี โดยแบ่งสัดส่วนเป็น ในประเทศ 60% ส่งออก 40% ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนในประเทศอยู่ที่ 50% ส่งออก 50%
อย่างไรก็ตาม “ได้เพิ่มการผลิตแบตฯ แห้งจาก 4 หมื่นลูก/ปี เป็น 7 หมื่นลูกต่อปีในไตรมาสแรกปีหน้า จากกำลังการผลิตทั้งหมดที่ 3.7 แสนลูกต่อปี เรงงานผลิตแบตเตอรี่ของบริษัทมีกำลังการผลิตรวม 3.7 แสนลูกต่อปี แบ่งเป็นแบตเตอรี่ชนิดน้ำ 3 แสนลูก และ แบตเตอรี่ชนิดแห้ง 7 หมื่นลูก โดยปัจจุบันแบตเตอรี่ชนิดแห้งมีการผลิตอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นลูก โดยคาดว่าในช่วงไตรมาส 1/2556 จะสามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิตที่ 7 หมื่นลูกพื่อรองรับการส่งออกในการทำตลาดเพื่อทดลองก่อนเปิดเออีซี” นายวีรวัฒน์ กล่าว
สำหรับแผนการตลาดในประเทศนั้น
นอกจากนี้ สำหรับสถานการณ์ราคาตะกั่วในตลาดโลกซึ่งเป็นวัตถุดิบและเป็นต้นทุนหลักในการผลิตแบตเตอรี่ มีความผันผวนของราคาอยู่ในระดับ 1.8 – 2 พันเหรียญสหรัฐต่อตัน โดยปัจจุบันมีอัตราเฉี่ลยอยู่ที่ 1.9 พันเหรียญสหรัฐต่อตัน โดยมองว่าแนวโน้มราคาหลังจากนี้ไปจนกระทั่งต้นปี 2556 ราคาจะผันผวนอยู่ในกรอบดังกล่าวจึงมองว่าจะไม่มีผลต่อการปรับราคาขายปลีกในประเทศไปจนถึงช่วงดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ราคาตะกั่วในตลาดโลกผันผวนไปอยู่ในระดับราครา 2.4 – 2.5 พันเหรียญสหรัฐต่อตัน บริษัทจึงอาจจะต้องพิจารณาในการปรับราคาขายปลีกในประเทศและยื่นไปยังกรมการค้าภายในที่ควบคุมดูแลกาสรกำหนดราคาสินค้า ซึ่งแบตเตอรี่ถือได้ว่าเป็นสินค้าควบคุม ต่อไป
นายวีรวัฒน์ กล่าวว่า ดังนั้นบริษัทจึงได้มีการจัดการความเสี่ยงโดยการปรับลดปริมาณสต๊อคตะกั่วในการผลิตลงจากปกติมีสต๊อคอยู่ที่ 2 เดือน โดยลดลงเหลือ 1 เดือนหรือต่ำกว่า เพื่อเป็นการบริหารจัดการด้านต้นทุน โดยที่ผ่านมาบริษัทได้มีการดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งได้รับผลดีต่อการดำเนินงานของบริษัท
นอกจากนี้ ล่าสุด บริษัท ได้เปิดตัวแบตเตอรี่สำหรับรถกระบะพร้อมกัน 3 รุ่นได้แก่ รุ่น NS100, รุ่น NS120, รุ่น 105D31 โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2 – 3 พันบาท เนื่องจากปัจจุบันตลาดรถกระบะมีอัตราเติบโตจากปัจจัย โครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาท ซึ่งมีทิศทางเติบโตดีมากในอนาคตบริษัทจึงได้เปิดตัวเพื่อรองรับในกลุ่มดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดในช่วงหลังสถานการณ์อุทกภัย มีการใช้กลยุทธ์ทางด้านลดราคาแบตเตอรี่รถยนต์ ส่งผลให้บริษัทได้รับผลกระทบด้านการตลาดในช่วงดังกล่าว เนื่องจากการสต๊อคสินค้าของแบตเตอรี่มีการสต๊อคไว้จำนวนมาก ดังนั้น หากคู่แข่งปรับราคาลดลงมา จะส่งผลให้เกิดการขาดทุนสต๊อคในทันที
ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางด้านการแข่งขันในตลาดแบตเตอรี่ประเทศไทยโดยการ เลิกใช้กลยุทธ์ด้านการลดราคาแต่หันมาเน้นด้านสปอร์ต มาร์เก็ตติง มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท







