
คลังโชว์ผลงาน1ปีเพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย
"กิตติรัตน์"แถลงผลงานรอบ 1 ปีโวประสบความสำเร็จตามนโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ฟุ้งเศรษฐกิจโตแม้ส่งออกหด
"กิตติรัตน์"แถลงผลงานรอบ 1 ปีโวประสบความสำเร็จตามนโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ฟุ้งเศรษฐกิจโตแม้ส่งออกหด
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พร้อมด้วยนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง ร่วมแถลงผลงานในรอบ 1 ปีภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่า รัฐบาลเข้ามาทำงานในช่วงเดือน ส.ค. 54 ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจไทยเริ่มผันผวนจากปัญหาในสหรัฐและยุโรป อีกทั้งยังมีปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ปี 54 แทบไม่ขยายตัว
ขณะที่ปี 55 ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากน้ำท่วม ภาคอุตสาหกรรมสามารถกลับมาเดินสายการผลิตได้ ทำให้ไตรมาแรกจีดีพีปรับตัวบวกเล็กน้อย และไตรมาส 2 ขยายตัว 4.2% รวมครึ่งปีแรก จีดีพี ขยายตัว 2.2% แต่ยอมรับว่า การส่งออกยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ จากบางอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำท่วมและคำสั่งซื้อประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจโลก
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รัฐบาลได้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) เพื่อฟื้นฟูความเสียหาย โดยมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไปจัดสรรวงเงิน 3 แสนล้านบาท ให้แก่สถาบันการเงิน นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมประกันพิบัติวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นบริษัทประกัน และทำให้เบี้ยประกันภัยพิบัติในตลาดลดลง
สำหรับนโยบายกระทรวงการคลังที่มุ่งเน้น การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาสนั้น ในรอบ 1 ปี นโยบายลดรายจ่ายเพื่อบรรเทาภาระของประชาชน ผ่านโครงการพักชำระหนี้ของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพ และบัตรเครดิตพลังงาน
ขณะที่ นโยบายเพิ่มรายได้ กระทรวงการคลังได้เดินหน้าปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท นำร่องใน 7 จังหวัดแล้ว และจะขยายให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดในต้นปีหน้า ขึ้นเงินเดือนบุคลากรภาครัฐระดับปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท และการรับจำนำข้าวเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร
ส่วนนโยบายขยายโอกาส รัฐบาลได้ดำเนินการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% และจะลดเหลือ 20% ในปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีนโยบายรถคันแรก บ้านหลังแรก กองทุนตั้งตัวได้ ซึ่งเป็นนโยบายเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนและผู้ประกอบการ
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า สำหรับแผนการลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน กระทรวงการคลังมีนโยบายจะออกพ.ร.บ.เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท โดยในวงเงิน 2 ล้านล้านบาท เป็นโครงการด้านคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท เป็นโครงการด้านไฟฟ้า น้ำ และโทรคมนาคม







