
รถคันแรกหรือหนี้ก้อนแรก
นโยบายของรัฐบาลหลายๆ อย่างออกมาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี อย่างเช่น นโยบายรถคันแรกก็เป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างมาก สังเกตได้จากประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศเพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ทำให้โรงงานหลายแห่งที่เป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ถูกผลกระทบจากน้ำท่วมผลิตชิ้นส่วนไม่ทัน ส่งผลให้การส่งมอบรถคันแรกไม่ทันภายในปี 2555 จึงได้ขยายเวลาออกไปโดยที่ต้องยื่นใช้สิทธิภายในปี 2555 ส่วนวันรับมอบรถคันแรกไม่มีกำหนด
นโยบายของรัฐบาลหลายๆ อย่างออกมาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี อย่างเช่น นโยบายรถคันแรกก็เป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างมาก สังเกตได้จากประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศเพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ทำให้โรงงานหลายแห่งที่เป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ถูกผลกระทบจากน้ำท่วมผลิตชิ้นส่วนไม่ทัน ส่งผลให้การส่งมอบรถคันแรกไม่ทันภายในปี 2555 จึงได้ขยายเวลาออกไปโดยที่ต้องยื่นใช้สิทธิภายในปี 2555 ส่วนวันรับมอบรถคันแรกไม่มีกำหนด
ล่าสุด กรมสรรพสามิตรายงานถึงยอดการขอใช้สิทธิรถยนต์คันแรกมีจำนวนมากถึง 1.8 แสนคัน และเชื่อว่ายอดการใช้สิทธิจนถึงสิ้นปีนี้จะอยู่ในจำนวน 5 แสนคัน ตามที่ตั้งเป้าไว้
จากยอดประมาณการขายรถยนต์ที่สูงขึ้นเป็นการมองภาพรวมได้ว่าความต้องการซื้อรถเพื่อจะได้รับสิทธิประโยชน์คืนภาษีนั้นมีมาก คล้ายๆ กับของแพง ที่นานทีปีหนจะมีการลดราคาสักครั้ง แต่ก่อนจะซื้อก็ต้องคิดถึงความจำเป็นที่จะต้องก่อหนี้ เพื่อจะรับสิทธิการคืนภาษีที่ไม่เกิน 1 แสนบาท ว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ หลายคนไม่มีความพร้อมทางการเงิน และหลายคนไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อรถ บางคนมีหนี้มากมายอยู่แล้ว ก็อยากได้รถยนต์โปรโมชันลดภาษีแบบนี้บ้าง ก็ขอซื้อสักหน่อยไม่อยากให้เสียสิทธิ โดยไม่ได้สนใจว่าภาระหนี้ที่ตัวเองมีอยู่ตอนนี้มากหรือไม่ คุณจึงควรมานั่งคิดดูว่าคุณเหมาะสมจะได้รับสิทธิการมีหนี้ที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
ถ้าคุณอยากรับสิทธินั้น รบกวนตรวจยอดหนี้ที่คุณควรมี ดังนี้
wหนี้สินระยะสั้นก็เป็นประเภทบัตรเครดิต ผ่อนสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ
wหนี้ระยะกลางถึงยาวนั้น ก็จะเป็นการผ่อนรถยนต์และบ้าน
สมมติว่าคุณมีรายได้เดือนละ 1 แสนบาท
wความสามารถผ่อนหนี้ระยะสั้นได้ไม่เกิน 20% ซึ่งก็คือ 2 หมื่นบาทต่อเดือน
wความสามารถในการชำระหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวได้ไม่เกิน 25% ซึ่งก็คือ 2.5 หมื่นบาทต่อเดือน
เมื่อรวมกันแล้วควรมีภาระเงินผ่อนได้ไม่เกิน 45% ของรายได้หรือ 4.5 หมื่นบาทต่อเดือน (ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้หลังหักภาษีของคนไทยเท่ากับ 48.3% หมายถึง เงิน 100 บาทหลังหักภาษี เราต้องนำมาชำระหนี้ 48.3 บาท เหลือเพียง 51.7 บาท สำหรับใช้จ่ายและเก็บออมเพื่ออนาคต)
ถ้ามีภาระหนี้ที่มากกว่านี้จะขาดสภาพคล่อง (เงินสดขาดมือ) ในระยะยาว แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องก่อหนี้เพิ่มมากขึ้น ควรจัดลำดับความสำคัญของเงินที่จะต้องนำไปใช้ โดยแบ่งความสำคัญจากความจำเป็นของครอบครัว ส่วนลำดับอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของเรา ถ้าเหลือก็สามารถนำมาจัดสรรตามเป้าหมายทางการเงิน
นอกจากนี้ การก่อหนี้หรือใช้จ่ายอะไรก็ตาม ควรที่จะมองให้ครบทุกด้านและมองระยะยาว กรณีของรถก็เช่นกัน ประโยชน์ทางภาษีที่ได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายตามมามากมาย เช่น
ค่าจอดรถเดือนละ 2,000-3,000 บาท ค่าบำรุงรักษาปีละ 1–2 หมื่นบาท
ค่าประกันปีละ 7,000–3 หมื่นบาท ค่าภาษีปีละ 2,000-9,000 บาท
ค่าน้ำมันเดือนละ 5,000-7,000 บาท ค่าประกัน พ.ร.บ. ปีละ 650– 1,200 บาท
ค่าผ่อนรถเดือนละ 1–1.5 หมื่นบาท
หยุดคิดสักนิด ก่อนที่จะรับสิทธิสร้างหนี้นะครับ
หากสนใจการวางแผนการเงิน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ ที่ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 02-680-3333







