posttoday
ธปท.จับตาหนี้ภาคครัวเรือนพุ่ง

ธปท.จับตาหนี้ภาคครัวเรือนพุ่ง

09 กันยายน 2555

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนควรต้องเงี่ยหูฟัง เริ่มจากประกาศคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ด้วยมติ 3 ต่อ 2 เสียง ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดว่า กนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวตามภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนควรต้องเงี่ยหูฟัง เริ่มจากประกาศคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ด้วยมติ 3 ต่อ 2 เสียง ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดว่า กนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวตามภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

การตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายสะท้อนให้เห็นว่าอุปสงค์ภายในประเทศของไทยยังขยายตัวได้ในระดับสูง ภาพสินเชื่อรวมยังขยายตัวสูง ทั้งสินเชื่อครัวเรือน สินเชื่อธุรกิจ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการฟื้นตัวหลังภาวะน้ำท่วมและการทุ่มใช้นโยบายประชานิยมของภาครัฐ จึงยังไม่จำเป็นต้องใช้กระสุนในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่สุกงอมเต็มที่

อย่างไรก็ตาม เสียงที่แตกของ กนง.ก็สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้เริ่มได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกที่ติดลบจากต้นปีแล้วถึง 4% หมายความว่าในการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลือในปีนี้ หากวิกฤตโลกทวีความรุนแรงขึ้น กนง.อาจใช้นโยบายการเงินสนับสนุนเพิ่มเติมในภาวะที่จำเป็นในอนาคตก็เป็นได้

นอกจากการส่งสัญญาณดอกเบี้ยแล้ว อีกหนึ่งสัญญาณที่น่าสนใจจากวังบางขุนพรหมคือภาวะการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคล รถยนต์ และบ้าน ซึ่งจากสถิติของ ธปท. พบว่าขณะนี้ภาคครัวเรือนมีการก่อหนี้มากขึ้น จากเดิมมีสัดส่วนรายได้ต่อหนี้สินอยู่ที่ประมาณ 4 เท่า ปัจจุบันอยู่ที่ 2 เท่าเท่านั้น และสินเชื่อที่เคยผิดนัดชำระ 12 เดือน เริ่มมีการผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน หรือเป็นหนี้เสียมากขึ้น

ธปท.จับตาหนี้ภาคครัวเรือนพุ่ง

 

ข้ามไปฝั่งกระทรวงการคลังมีประเด็นที่น่าจับตาเช่นกัน เมื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง สั่งการให้กระทรวงการคลัง ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดหามาตรการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หลังพบว่าการปล่อยสินเชื่อระหว่างธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐต่างกันมาก โดยยอดสิ้นเดือน ก.ค. 2555 สถาบันการเงินของรัฐปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีเพียง 2.16 แสนล้านบาท ขณะที่มีสัดส่วนถึง 3.27 ล้านล้านบาท

คาดว่าทางออกจากเรื่องนี้จะมีการเสนอให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพิ่มวงเงินค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีจาก 6 หมื่นล้านบาท ในปี 2556 เพิ่มเป็น 8 หมื่นล้านบาท ในปี 2557 และเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาท ในปี 2558 รวมทั้งเปิดให้ บสย.สามารถค้ำประกันลูกค้าเอสเอ็มอีจากผู้ประกอบการธุรกิจนันแบงก์ได้ด้วย โดยกำหนดวงเงินกู้ไม่เกิน 2 แสนบาทต่อราย

เรื่องราวชวนปวดหัวในกระทรวงการคลังยังไม่จบ เมื่อ สาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมาเปิดเผยว่า ผลจากนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% จะทำให้รายได้ภาษีงวดครึ่งปีแรกของปีนี้ที่ผู้ประกอบการได้ยื่นแบบเสียภาษีในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา สูญหายไปราว 5.5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งธนาคารพาณิชย์เพิ่มสำรองหนี้สงสัยจะสูญ ทำให้รายได้หายไป 1.5 หมื่นล้านบาท และการที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนในธุรกิจพลังงานสีเขียวหักภาษีได้เต็ม ทำให้รายได้หายไปอีก 1.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อรวมกับผลกระทบจากมาตรการลดภาษีต่างๆ ของรัฐบาล ทั้งลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรก การศึกษา กีฬา คนพิการ รวมถึงมาตรการภาษีของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ทำให้คาดว่าจะทำให้การเก็บภาษีของสรรพากรในปี 2555 ต่ำกว่าเป้าถึง 1.5 หมื่นล้านบาท

ด้านแวดวงประกันมีข่าวดีสำหรับผู้บริโภคชาวไทย เมื่อสมาคมประกันวินาศภัยจะมีการนำผลการศึกษาข้อมูลทางเทคนิค เช่น สมรรถนะของรถ ความปลอดภัย ราคาค่าอะไหล่ และระบบป้องกันการโจรกรรม ของรถยนต์มาใช้คำนวณการกำหนดค่าเบี้ยประกันรถยนต์เป็นครั้งแรก เพื่อที่ประชาชนจะได้รู้ถึงความเสี่ยงของรถแต่ละรุ่น

ซึ่งคาดว่าเรื่องนี้จะส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ค่ายต่างๆ มีการปรับตัวในการพัฒนารถยนต์ที่มีขายอยู่ในไทยให้มีกลุ่มความเสี่ยงที่ดีขึ้น ราคาอะไหล่ก็จะสมเหตุสมผลมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคเองก็สามารถซื้อประกันด้วยเบี้ยที่เหมาะสมตามความเสี่ยงจริง

ด้านตลาดหุ้นไทยทำสถิติปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 16 ปี 2 เดือน โดยดัชนีปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ระดับ 1,246.10 จุด จากวันที่ 5 ก.ค. 2539 ซึ่งปิดที่ 1,257.99 จุด โดยดัชนีค่อยๆ ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นสัปดาห์แม้ระหว่างวันจะมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้างก็ตาม

ปัจจัยที่สนับสนุนตลาดหุ้นเริ่มจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดี การอนุมัติโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีน รวมถึงกรณีที่ธนาคารกลางยุโรปพร้อมเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซน ซึ่งเป็นประเด็นหนุนการลงทุนวันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้ามีโอกาสที่ดัชนีจะผันผวน โดยจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะมีมาตรการดูแลเศรษฐกิจเพิ่มเติมอย่างไร แม้ตลาดจะไม่ได้คาดหวังว่าจะมีมาตรการ QE3 ออกมาแล้วก็ตาม

ขณะเดียวกัน การซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของเซตเทรดมีจำนวนผู้ใช้งานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้งานพร้อมกันถึงกว่า 4 หมื่นราย จากตัวเลขผู้ใช้งานเฉลี่ยเดือน ม.ค.ส.ค. อยู่ที่ 3 หมื่นราย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตคิดเป็น 26.33% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน