
ให้ลูกจ้างสมทบสูงกว่านายจ้าง
สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเสนอรัฐบาล-หลังเงินไหลออกมากกว่าเข้า
สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเสนอรัฐบาล-หลังเงินไหลออกมากกว่าเข้า
สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเร่งรัดแก้กฎหมายให้ลูกจ้างสมทบได้มากกว่านายจ้าง พร้อมเสนอให้กำหนดเป็นการออมภาคบังคับ
นายพิสิฐ ลี้อาธรรม นายกสมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เปิดเผยว่า แนวโน้มปริมาณเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเริ่มเข้าสู่ภาวะหดตัวลงเรื่อยๆ จากที่เคยเติบโตเฉลี่ยปีละ 12% เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีเงินไหลออกจากกองทุนเนื่องจากการเกษียณอายุเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ ในปี 2554 มีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่เงินไหลออกจากการลาออกและเกษียณอายุสูงถึง 5.1 หมื่นล้านบาท และสัดส่วนมีแนวโน้มแคบเข้ามาใกล้กันมากขึ้น
นายพิสิฐ กล่าวว่า สมาคมจึงต้องการให้รัฐบาลกำหนดให้การสมทบเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการออมเงินภาคบังคับ เพื่อเป็นหลักประกันของประชาชนหลังเกษียณให้ใช้ชีวิตได้ไม่เดือดร้อน และลดภาระงบประมาณของภาครัฐเกี่ยวกับการดูแลสังคม
นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการแก้ไข พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกระทรวงการคลัง สาระสำคัญคือเปิดทางให้ลูกจ้างส่งเงินสมทบมากกว่านายจ้างได้ จากปัจจุบันกฎหมายห้ามลูกจ้างสมทบมากกว่าที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งเปิดทางให้ผู้ที่เกษียณอายุหรือลาออกจากองค์กร สามารถคงเงินสมทบไว้ในกองทุนได้โดยไม่มีกำหนด หรือสามารถเลือกได้ว่าจะรับเงินเป็นงวดเหมือนเงินบำนาญ แทนที่จะถอนออกไปทั้งก้อน
ปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีอยู่ 453 กองทุนจากทั้งหมด 11,793 บริษัท สมาชิก 2.34 ล้านคน มูลค่าทรัพย์สินรวม 6.5 แสนล้านบาท
นายมโนชัย สุดจิตร กรรมการ บริหารสมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกว่า 70% เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มี ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน อีก 12% เป็นเงินฝากและประมาณ 11.4% เป็นการ ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในหุ้นสามัญ ทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับอิงอยู่กับความเสี่ยง
“อย่างผลตอบแทนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ดูแลอยู่ ปัจจุบันได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 6.8% โดยมีผู้เลือกรูปแบบลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงอยู่ประมาณ 30% ของจำนวนพนักงาน ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ผู้เลือกความเสี่ยงปานกลางได้รับ 5-6% และความเสี่ยงต่ำได้รับ 3-4%” นายมโนชัย กล่าว







