
สรรพสามิตอ่วมภาษีพลาด2.2หมื่นล.
เสนอปรับภาษีรถยนต์-เบียร์คลังหันไปคุมการขอคืนภาษี
เสนอปรับภาษีรถยนต์-เบียร์คลังหันไปคุมการขอคืนภาษี
ลดภาษีน้ำมันพ่นพิษใส่กรมสรรพสามิต ปีนี้เก็บรายได้หลุดเป้า 2.2 หมื่นล้าน แย้มเสนอปฏิรูปภาษีเบียร์รถยนต์
นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การเก็บรายได้ทั้งปี 2555 ของกรมสรรพสามิตจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วม 2.2 หมื่นล้านบาท โดยล่าสุดในงวดเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าอยู่ 1.4 หมื่นล้านบาท
สาเหตุหลักที่เก็บภาษีได้น้อยลงเป็นผลมาจากการลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลตามนโยบายของรัฐบาล ทำให้รายได้หายไปเดือนละ 9,000 ล้านบาท เมื่อคิดรวมทั้งปีงบประมาณรายได้จึงหายไปถึง 1.08 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีรถยนต์ที่ได้เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม และการปรับเพิ่มอัตราภาษีสุราและบุหรี่ ในเดือนที่ผ่านมา ทำให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมาชดเชยภาษีน้ำมันได้มาก ทำให้ภาพรวมการเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าแค่ 2.2 หมื่นล้านบาท เท่านั้น
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในอนาคตกรมสรรพสามิตยังมีแผนการเก็บภาษีสรรพสามิตเบียร์เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีการแก้ไขกฎหมายเนื่องจากมีการเก็บภาษีเต็มเพดานแล้ว นอกจากนี้จะมีการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งขณะนี้ รมว.คลัง ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว รอเพียงแต่เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ ภาษีทั้ง 2 รายการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้กรมสรรพสามิตมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรออกมาเปิดเผยว่า การเก็บรายได้ปี 2555 จะต่ำกว่าเป้า 1-2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากปัญหาน้ำท่วม ทำให้การเก็บภาษีนิติบุคคลได้ลดลง นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากมาตรการลดภาษีต่างๆ ของรัฐบาล
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.ติดตามการเก็บรายได้อย่างใกล้ชิดและเชื่อว่าจะทำได้ใกล้เคียงกับเป้าที่ตั้งไว้ 1.98 ล้านล้านบาท แม้ว่าการเก็บภาษีของกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิตประเมินออกมาว่าจะเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าถึง 3-4 หมื่นล้านบาท แต่การเก็บภาษีของกรมศุลกากร และการนำส่งเงินรายได้ของรัฐวิสาหกิจทำได้สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้
นอกจากนี้ การตั้งคืนภาษีของกรมสรรพากรก็สูงกว่าที่คืนไว้จริง เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะกลับมาเป็นรายได้ของรัฐบาลในปีนี้มากขึ้น
แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิต กล่าวว่า มีข้อเสนอของผู้ประกอบการเบียร์พิจารณาจัดเก็บภาษีเบียร์ตามปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์มากกว่าจะคิดในเชิงมูลค่าจึงได้เสนอให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเบียร์ จาก 55% เป็น 58% ทั้งนี้เพราะเป็นระบบการจัดเก็บภาษีที่เป็นมาตรฐานของทั่วโลก ซึ่งจะทำให้สินค้าสามารถแข่งขันบนโลกการค้าเสรีได้สอดรับกับการเปิดเขตเศรษฐกิจประชาคมอาเซียนในปี 2558







