
ผลกระทบวิกฤตโลกกับส่งออกไทย
ผลกระทบวิกฤตโลกกับส่งออกไทยเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าเป้าส่งออกปีนี้อาจจะโตแค่ 5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำเตี้ยอย่างน่าตกใจ หลังจากที่ภาครัฐพยายาม
โดย...รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรตวัฒน์
เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าเป้าส่งออกปีนี้อาจจะโตแค่ 5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำเตี้ยอย่างน่าตกใจ หลังจากที่ภาครัฐพยายาม “ปั้นตัวเลข” ที่ 15% แม้จะ “รับสารภาพ” ว่า “ตกแต่งตัวเลข” และปรับแก้เป็น 9% และ 7% ในเวลาต่อมา
แต่ก็สะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการที่ไม่ได้เตรียมรับมือกับผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่แม้จะ “ก่อตัว” ในยุโรปและไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย แต่ผลกระทบทางอ้อมจากการ “กระทบชิ่ง” มาทางประเทศอื่นได้สร้างความเสียหายขึ้นแล้วในเศรษฐกิจบ้านเรา
สถิติการส่งออกในรอบ 7 เดือนของปี 2555 จากกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ถึงตลาดส่งออกอันดับต้นๆ ของไทย โดยอันดับ 1 เป็นประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดย 4 ประเทศในภูมิภาคนี้ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม มีการค้ากับไทยอยู่ใน 10 อันดับต้นในตัวเลขระดับประเทศ และมีสัดส่วนรวมกันถึง 18.37% ของการส่งออกของไทย
ถ้ารวมประเทศร่วมภูมิภาคอื่นๆ ด้วยจะมีสัดส่วนมากกว่า 20% ตามมาอันดับ 2 เป็นประเทศจีนและฮ่องกง ที่มีสัดส่วน 15.15% อันดับ 3 คือ ญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วน 10.36% ส่วนการส่งออกไปสหรัฐมีสัดส่วนเป็นอันดับ 4 ที่ 10.06% และอันดับ 5 เป็นออสเตรเลีย ที่มีสัดส่วนเป็น 3.84% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย
แม้จะปรากฏว่ายุโรปไม่ได้ติด 5 อันดับต้น และประเทศต่างๆ ในยุโรปก็ไม่ได้ติด 10 อันดับต้นของตลาดส่งออกของไทย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลดค่าใช้จ่ายและการบริโภคของประเทศที่มีปัญหาในยุโรป แต่กำลังซื้อสินค้าต่างประเทศที่ลดลง ย่อมทำให้การส่งออกของประเทศต่างๆ ไปยังยุโรปลดลงด้วย และหลักๆ ของประเทศที่ส่งออกไปยุโรปก็เป็น “คู่ค้า” สำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นจีน อเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น สิงคโปร์ เป็นต้น
ในระบบการค้าและการผลิตของโลกยุคปัจจุบัน ประเทศผู้ผลิตและผู้ค้าทั้งหมดล้วนอยู่ในสายการผลิตหรือการค้าของโลก หรือที่เรียกกันว่า “ห่วงโซ่อุปทานของโลก” (Global Supply Chain)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ช่วงมหาอุทกภัยในปีที่แล้ว ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ และ “โชคไม่ดี” ที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ใน “นิคมใต้บาดาล” หรือนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม ทำให้สายการผลิตทั่วโลกหยุดชะงัก
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญหลายๆ อย่าง เช่น “กระด้างภัณฑ์” หรือ Hard Disk Drive หายไปจากตลาดโลก และทำให้บริษัทบางแห่งในญี่ปุ่นต้องปิดตัวลงเพราะขาดสภาพคล่องจากยอดขายที่หายไป แสดงถึงกระบวนการผลิตและตลาดสินค้าที่ต้องพึ่งพิงกันของประเทศต่างๆ ในโลก
สินค้าส่งออกหลักของไทยอย่างชิ้นส่วนยานยนต์อาจถูกส่งต่อไปยังประเทศจีนเพื่อประกอบกับส่วนอื่นๆ และส่งต่อไปญี่ปุ่นประกอบเป็นรถยนต์ส่งออกไปยังอิตาลี และเมื่ออิตาลีมีปัญหาต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัด ทำให้ลดการนำเข้าและกระทบการส่งออกของประเทศผู้ส่งออกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ซึ่งก็ส่งผลต่อเนื่องมาถึงสินค้าส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้
การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนก็เป็น “สัญญาณ” ที่ค่อนข้างชัดเจนที่ผู้บริหารบ้านเราอาจ “มองข้าม” และไม่ได้เตรียมตัวกับกระแสปั่นป่วนที่ตามมา แม้ว่าจะเป็นเพียง “ส่วนหางของพายุ” ก็ตาม
ไม่เพียงเท่านั้น ในแง่เศรษฐกิจระดับมหภาคที่วิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป ทำให้ภาครัฐต้องลดงบประมาณการลงทุนและลดรายจ่าย และจำต้องหารายได้ เช่น การขึ้นภาษี ทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น ผู้คนขาดรายได้และไม่มีเงินในการจับจ่ายใช้สอย และประชาชนส่วนหนึ่ง (ซึ่งมีแนวโน้มเป็น “ส่วนใหญ่”) มุ่งหน้ากลับสู่ชนบท
และอาจจะหยิบยืมหลักปฏิบัติ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่เป็นแนวทางดำเนินชีวิตของชาวไทย โดยอยู่อย่างพอเพียงและทำการเพาะปลูกประทังชีวิตและลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารการกิน ซึ่งทำได้ในสังคมคนเมือง และทำให้การบริโภคสินค้านำเข้าลดลง ส่งผลต่อปริมาณการค้าที่ลดลงทั่วโลก
กลับมาวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจบ้านเรา โดยดูจาก “ไส้ใน” ของตัวเลขส่งออก การส่งออกในอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ แม้จะยังเติบโตได้ 10% แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกำลังการผลิตที่ฟื้นตัวกลับมาจากที่จมน้ำไปในปีที่แล้ว ซึ่งก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายกว่าเท่าตัว
ในขณะที่สินค้าที่เป็น “กล่องดวงใจ” ของประเทศอย่างสินค้าเกษตรและอาหาร คาดหมายทั้งปีว่าจะติดลบไปเกือบ 30% และคงต้องกลับมาวิเคราะห์ลงรากแท้ของสาเหตุ (Root Cause) ว่าเกิดจากนโยบายของรัฐบาล เช่น การรับจำนำข้าวหรือไม่ ถ้าใช่ คงต้องยอมรับความจริง กำจัด “ทิฐิ” และเร่งรีบจัดการแก้ไขก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงกว่าเดิมจนยากที่จะแก้ไข
ความจริงถ้าจะหลอกคนอื่นด้วยเจตนาดี หรือ White Lie คงไม่เสียหายเท่าไร แต่ถ้ายัง “หลอกตัวเอง” ไปเรื่อยๆ หรืออยู่กับความหลอกลวง (Living a Lie) นี่สิ มีแต่จะทำให้อาการแย่ลงจนยากเยียวยา รู้สึกตัวอีกทีก็อาจ “สายเกินไป” แล้ว







