
แนะก.ย.ซื้อหุ้นผลงานฟื้น
ตลาดป่วนวิกฤตกลัวสหรัฐยุโรป ไม่ฉีดเงินกระตุ้น
ตลาดป่วนวิกฤตกลัวสหรัฐยุโรป ไม่ฉีดเงินกระตุ้น
นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะลงทุนหุ้น ก.ย.เน้นหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีผลงานฟื้นตัวชัดเจนรับตลาดผันผวน
ดัชนีหุ้นไทยเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2555 ปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 0.83 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 0.07% มาปิดที่ 1,236.31 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 25,124.92 ล้านบาท ดัชนีไม่สามารถฝ่าแนวต้าน 1,243 จุดได้ โดยเคลื่อนไหวระหว่าง 1,232.33-1,241.73 จุด
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า เนื่องมาจากข่าวร้ายสเปนอาจถูกมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกลดอันดับเครดิตลงเป็นครั้งที่ 6 ในรอบสองปี จากระดับปัจจุบัน Baa3 ที่เป็นระดับต่ำสุดของความน่าลงทุนเป็น Ba1 ชั้นขยะ ในปลายเดือน ก.ย. นอกจากนั้นดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีนร่วงต่ำกว่า 50 เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือน ก.ย. 2554 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของยูโรโซนร่วงลงจากระดับ 45.3 สู่ระดับ 45.1 ซึ่งถือว่าหดตัว
“ตลาดเริ่มกังวลผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) วันที่ 6 ก.ย. ว่าอาจไม่มีการเปิดเผยโครงการเข้าซื้อพันธบัตรอย่างละเอียด และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ วันที่ 12-13 ก.ย. ที่อาจสร้างความผิดหวัง หากไม่มีมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 (QE 3) ออกมา
นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำว่า ในภาวะหุ้นเดือน ก.ย.นี้ ให้เน้นลงทุนหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรสุทธิต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง 2555 และปี 2556 และหุ้นที่มีผลประกอบการฟื้นตัวชัดเจน
ดังนั้น หุ้นแนะนำเดือนนี้คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล (MCS) บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF)
ด้านหุ้นม้ามืดที่มาแรงคือหุ้นบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชัน (STEC) และบริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO)
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ (TSFC) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการหาพันธมิตรให้กับ TSFC ว่า มีแนวคิดจะให้ทางธนาคารออมสินเพิ่มทุนเข้ามาเพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคารออมสินใน TSFC จากระดับ 5% ให้เป็น 25% เพื่อให้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลัก เพราะเป็นผู้มีเงินทุนแข็งแกร่ง รวมถึงมีพันธบัตรในมือปริมาณที่สูง จะช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของ TSFC ในแง่ของการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหุ้น (มาร์จินโลน) และการให้บริการธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (SBL) ได้
ผู้ถือหุ้น TSFC รายหนึ่ง กล่าวว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นของ TSFC ส่วนใหญ่ไม่ต้องการที่จะร่วมใส่เงินเพิ่มทุนเข้าไป บางรายมองว่า TSFC ไม่ใช่ธุรกิจหลักที่จะสร้างรายได้ให้ TSFC ไม่มีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่ชัดเจนว่าจะนำเงินเพิ่มทุนรอบใหม่ไปดำเนินธุรกิจด้านใดเป็นพิเศษ
สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น TSFC ณ วันที่ 16 ส.ค. 2555 พบว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถือหุ้นใหญ่สุด 24.66%







