
'ประกัน'ปลดแอกค่ายรถยนต์
ต้องถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคชาวไทย และเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่สมาคมประกันวินาศภัยจะนำผลศึกษาของบริษัท ทัทชาม (ประเทศไทย)
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
ต้องถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคชาวไทย และเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่สมาคมประกันวินาศภัยจะนำผลศึกษาของบริษัท ทัทชาม (ประเทศไทย) เกี่ยวกับเรื่องการจัดกลุ่มรถยนต์ตามความเสี่ยงออกมาเผยแพร่ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ว่า รถยนต์ที่ตัวเองกำลังตัดสินใจซื้อหรือกำลังใช้งานอยู่นั้นมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน
ไม่ว่าจะเป็นในด้านสมรรถนะของรถ ความปลอดภัย ราคาค่าอะไหล่ และระบบป้องกันการโจรกรรม ฯลฯ
เพราะความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อค่าเบี้ยประกันที่บริษัทประกันจะคิดจากรถของเราด้วย
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายอาจสงสัยว่า ข้อมูลที่ออกมาเผยแพร่นั้นมีความน่าเชื่อถือและเป็นกลางมากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้ก็ต้องให้เครดิตกับบริษัท ทัทชาม พอสมควร เนื่องจากบริษัทแม่ที่ประเทศอังกฤษก็อยู่ในแวดวงนี้มาไม่ต่ำกว่า 40 ปี ทำหน้าที่เป็นศูนย์วิจัยด้านการซ่อมแซมและประกันภัยยานยนต์ โดยก่อตั้งและได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสมาคมประกันวินาศภัยของประเทศอังกฤษเอง
เหตุผลที่สมาคมประกันวินาศภัยต้องว่าจ้างบริษัท ทัทชาม เข้าศึกษาและจัดกลุ่มรถยนต์ตามความเสี่ยง ก็เพื่อให้ธุรกิจประกันภัยเองมีข้อมูลด้านความเสี่ยงในการรับประกันภัยของรถเก๋งและรถกระบะที่มีขายอยู่ในไทยเป็นหลัก
รวมถึงการได้รับข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ก่อนที่จะขายในประเทศไทย เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยให้กับรถยนต์รุ่นนั้นๆ ได้ล่วงหน้า จากเดิมที่บริษัทประกันจะเอาความเสียหายที่เกิดขึ้นมาเป็นตัวตั้งในการกำหนดค่าเบี้ย โดยยึดการจัดกลุ่มรถยนต์ 5 กลุ่ม ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
แต่ผลศึกษาบริษัท ทัทชาม จะทำการประเมินความเสี่ยง ทดสอบและเก็บข้อมูลทางด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์แต่ละรุ่นและจัดรถยนต์ให้เข้ากลุ่มใหม่เป็น 20 กลุ่ม โดยนับจากกลุ่ม 1-20 ตามความเสี่ยงจากต่ำไปหาสูง
การจัดกลุ่มรถดังกล่าวจะพิจารณาจาก 3 ส่วนหลักๆ คือ 1.ความแข็งแรงและความยากง่ายต่อการซ่อมแซม 2.ระบบป้องกันการโจรกรรม และ 3.ราคาอะไหล่
แต่หากลึกลงไปในการจัดกลุ่มรถแล้ว จะมีสูตรในการให้คะแนน เริ่มตั้งแต่ราคาอะไหล่ที่เสียหายจากการทดสอบการชน ที่ความเร็วที่ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามมาตรฐานของ RCAR (Research Council for Automotive Repairs) ระยะเวลาที่ใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายจากการทดสอบการชน ความยากง่ายในการซ่อมแซม การพิจารณาจากวิธีการและวัสดุที่ใช้ ราคารวมของอะไหล่ที่เสียหายง่ายและใช้บ่อย 23 รายการ เช่น กระจกหน้ากันชน ไฟหน้า ไฟท้าย
ปัจจุบัน ค่าซ่อมรถยนต์มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าสินไหม ค่าซ่อมสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าซ่อมก็มีตั้งแต่การออกแบบรถยนต์ การเลือกวัสดุที่ผลิตรถใช้ และราคาอะไหล่
ผลการศึกษาชี้ว่า ยิ่งหากรถมีรูปทรงหวือหวา แหวกแนวมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ย่อมต้องใช้เทคโนโลยีการขึ้นรูปวัสดุและแม่พิมพ์ที่มีราคาแพง ทำให้ราคาอะไหล่แพงตามไปด้วย แถมยังซ่อมได้ยากอีก
ด้วยรูปทรงรถที่ทันสมัย ตามที่นักออกแบบรถต้องการ ก็ทำให้มีการย้ายการติดตั้งอุปกรณ์หลายๆ อย่างมาอยู่ในจุดที่อันตรายและเสียหายได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เช่น หม้อน้ำ หม้อพักน้ำ ขณะที่น้ำหนักของรถที่ผู้ผลิตต้องการให้เบาที่สุดเพื่อให้กินน้ำมันน้อยและปล่อยมลพิษน้อย ก็ย่อมทำให้มีการนำเอาชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตรถว่าไม่จำเป็นออกไป ทำให้ความแข็งแรงของตัวรถนั้นลดลง มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมมากขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ สูตรในการจัดกลุ่มรถยังมีเรื่องของราคาจำหน่ายรถ น้ำหนักตัวรถพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงสมรรถนะของรถ โดยวัดจากระยะเวลาที่ใช้จากความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จำนวนแรงม้า และความเร็วสูงสุดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งเรื่องสมรรถนะของรถนั้น บ่งบอกได้ถึงความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งหรือไม่ และมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด หรืออย่างถ้ารถมีน้ำหนักมาก เวลาเกิดอุบัติเหตุก็จะสร้างความเสียหายต่อรถคันอื่นมากกว่า โอกาสในการเรียกร้องค่าสินไหมก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ส่วนด้านป้องกันการโจรกรรมนั้น ได้แบ่งเกณฑ์การประเมินแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ ด้านกลไก ระบบล็อกตัวรถ เช่น ทั้งประตูฝั่งคนขับ ฝั่งผู้โดยสาร ประตูท้าย ระบบล็อกพวงมาลัย ตัวล็อกล้อแม็ก โครงสร้างกระจก ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ร้ายเข้าไปในตัวรถได้ง่าย
นอกจากนี้ ยังมีด้านอุปกรณ์อิเล็ก ทรอนิกส์ สัญญาณกันขโมย และระบบอิมโมบิไลเซอร์ หากผู้ร้ายเข้าไปในตัวรถได้ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ติดเครื่องเป็นไปได้ยากที่สุด และยังมีเรื่องการระบุข้อมูลจำเพาะของตัวรถ หมายเลขตัวถังและชิ้นส่วนรถยนต์ หากผู้ร้ายขโมยรถแล้ว แยกชิ้นส่วนไปขาย ทำอย่างไรจึงจะติดตามรถกลับมาและหาตัวผู้กระทำผิดให้ได้ ซึ่งผลศึกษาพบว่า รถยนต์ที่ขายอยู่ในไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องพัฒนาปรับปรุงในระบบป้องกันการโจรกรรมให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล
ก็ได้แต่หวังว่า เมื่อข้อมูลเหล่านี้มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ค่ายรถยนต์ต่างๆ จะเกิดการปรับตัวในการพัฒนารถยนต์ที่มีขายอยู่ในไทยให้มีกลุ่มความเสี่ยงที่ดีขึ้น ราคาอะไหล่จะได้สมเหตุสมผลมากขึ้น ตลอดจนระบบการซ่อมแซมรถยนต์ควรมีการพัฒนาให้ง่ายขึ้น
ขณะที่บริษัทประกันเองก็จะนำข้อมูลที่ได้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการคิดเบี้ยประกันรถให้เหมาะสมกับผู้บริโภคตามความเสี่ยงที่มีการจัดกลุ่มไว้ เป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อให้รู้ว่าเราควรเลือกรถยี่ห้อและรุ่นไหน จะได้เหมาะกับความต้องการและกำลังทรัพย์ของตัวเองมากขึ้น







